เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า : ตอนที่ 8 เพื่อนข้างห้อง



มาอัพดึกไปสักหน่อย....
ไม่รู้ว่านอนกันไปแล้วหรือยังนะคะ....

วันนี้จะมาเล่าเรื่อง...เพื่อนข้างห้อง...


เรื่องมันเกิดจาก....
อพาร์ทเม้นที่หลิวไปพักอยู่ค่ะ...
เคยคิดมั้ยคะว่า...ถ้าอยู่ดีดี
วันหนึ่งคนที่พักอพาร์ทเม้นเดียวกับเราเสียชีวิตขึ้นมา มันจะเป็นยังไง...

หลิวเคยอยู่ที่หนึ่งค่ะ....
คนเสียชีวิตอยู่ห้องข้างบน...

หลิวอยู่ชั้น 2 ส่วนห้องที่เกิดเหตุอยู่ชั้น 3
หลิวอยู่คนเดียว ห้องไม่ได้ราคาแพงมาก เดินทางสะดวก

ทุกวันก็อยู่ตามปกติ ปัญหาที่เจอบ่อยๆคือ ห้องข้างบนชอบทะเลาะกันค่ะ
เป็นแฟนอยู่ด้วยกัน แต่เราไม่คิดอะไร...

ระหว่างอยู่ ก็จะมีเพื่อนแวะมาหาบ้าง..
เวลาที่เพื่อนขี้เกียจกลับห้องตัวเองเพราะไกล..
ก็จะมานอนหันที่นี่แหละค่ะ

แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องใหญ่ค่ะ
คืนนั้น ห้องข้างบนทะเลาะกันทั้งคืนค่ะ...
ถามว่าเสียงดังมั้ย อาจจะดัง...
แต่ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง
เลยไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่ง...

จนกระทั่งเสียงมันดังมาก ของหล่นแตก..
และเสียงผู้หญิงกรี้ด...
จากนั้นทุกอย่างก็สงบ...

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฝ่ายหญิงโดนฝ่ายชายทุบจนเสียชีวิตค่ะ
หลังจากนั้นทุกอย่างก็วุ่นวายมาก...
ทั้งเจ้าของ ทั้งตำรวจ...

ฝ่ายชายยอมมอบตัว.....
และทุกอย่างก็จบค่ะ....

เดือนนั้นมีคนย้ายออกเยอะมาก...
ชั้นสามนี่ย้ายออกแทบทั้งชั้น
ในขณะที่ชั้นหลิว และชั้นอื่นย้ายออกกว่าครึ่ง...

และหลิวเป็นคนที่อยู่ต่อค่ะ

นึกภาพตาม...ห้องคนตายจะอยู่ข้างบน...
และหลิวจะมีโต๊ะทำงานอยู่ตั้งอยู่ตรงหน้าต่างพอดี ระเบียงจะอยู่ตรงกับห้องคนตายเลยค่ะ...

วันหนึ่งนั่งทำงานอยู่ดีดี...
มีเสียงผู้หญิง ร้องเพลง แล้วมารดน้ำระเบียงตอนเกือบเที่ยงคืน!!!
ไม่ต้องทายให้ยากว่าเป็นใคร....
จากนั้นมาหลิวเอาม่านมาติดตรงหน้าต่าง และไม่เคยเปิดม่านนั้นอีกเลยค่ะ.....

คนอื่นๆ เจอมั้ย ไม่รู้ค่ะ
แต่หลิวย้ายมั้ย ยังค่ะ....
จัดว่าหน้าด้าน คิดว่าอยู่ใครอยู่มัน ไม่ยุ่งเกี่ยวค่ะ
(อีกอย่างค่าห้องลดราคาอีกไปตั้งพันนึง เลยอยู่ ตั้งใจว่าไม่ยุ่งเกี่ยวต่อกันค่ะ)

สิ่งที่เจอบ่อยๆ เสียงร้องเท้าส้นสูงค่ะ
คนเดิน ทั้งคืนเลย บ่อยมาก....
แต่บางคืนก็ไม่เดิน...
(ช่วงนั้นเริ่มวางแผนย้ายออกแล้วค่ะ คิดว่าไม่ไหว)
จะให้ไปสู้รบตบมือกับเค้าก็ลำบาก....

ที่นั่นเคยเชิญพระมาหลังจากเค้าเสียชีวิตใหม่ๆ ค่ะ
แต่เค้ายังอยู่ ไม่ได้ไปไหน

ส่วนหลิวเองก็ไม่เคยไปยุ่งกับชั้น 3
หลิวจะไม่เอาตัวไปยุ่งกับที่ที่มีวิญญาณอยู่
เพราะหลิวไม่อยากเจอค่ะ
แต่ถ้าถามว่า มีแล้วอยู่คนละที่ ไม่ยุ่งกัน
อยู่ได้มั้ย พอไหวค่ะ
(แต่อยู่ห้องเดียวกันแบบนั้นก็ไม่เอาเหมือนกันค่ะ)

จริงๆแล้ว อยู่ที่นั่นต่อีกน่าจะประมาณสองเดือน หลังจากผู้หญิงห้องข้างบนเสีย...
สิ่งที่เจอบ่อยๆ คือเสียงร้องเท้าส้นสูงที่เดินทั้งคืน นอกนั้นไม่มีอะไร
ถามว่าหลอนมั้ย ก็หลอนสิคะ คนเดินนั่นไม่ใช่คน...

จนวันหนึ่ง เพื่อนมานอนเป็นเพื่อน
นางไม่รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นเลย เพราะหลิวไม่เล่าใครค่ะ
ไม่อยากบอก...เดี๋ยวเพื่อนไม่กล้ามา

วันที่นางมา...
นางก็ได้ยินเสียงคนเดินเหมือนกันค่ะ
สิ่งที่นางทำคือบ่นค่ะ "เดินทั้งวัน ไม่รู้จักเกรงใจคนอื่นบ้างเลย"
ไอ่เราก็ไม่กล้าบอกเพื่อนค่ะ ได้แต่ขอโทษผู้หญิงข้างบนอยู่ในใจ

โชคดีเพื่อนไม่เจออะไรค่ะ
หลังจากนั้นไม่นานหลิวก็ย้ายออก...

จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรค่ะ...
และวิญญาณนั้นก็ไม่ได้ทำร้ายใคร...
หลิวว่าเค้าคงยังไม่ได้ไปเกิดมากกว่า...

เค้าคงใช้ชีวิตของเค้าเหมือนตอนมีชีวิต..
แต่แน่ล่ะว่า เป็นใครใครก็ต้องกลัวค่ะ...

หลิวคิดว่า บางทีวิญญาณก็ไม่ได้อยากทำร้ายใครหรอกค่ะ
เค้าก็แค่อยู่ในที่ของเค้า เพราะยังไปไหนไม่ได้แค่นั้นเอง

แต่คนเป็น กับคนตายไม่เหมือนกัน..
หลิวยังกลัวเลย สุดท้ายหลิวก็ต้องย้ายออกเหมือนกัน....

แต่ไม่โทษเค้าหรอกค่ะ เค้าไม่ได้ทำอะไรให้เรา...
ความกลัว...เรากลัวเพราะเค้าไม่เหมือนเรา
กลัวเพราะรู้ว่าเค้าเสียชีวิตยังไง
กลัวเพราะเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเค้าเลย....

บางครั้งหลิวว่าวิญญาณไม่ได้อยากทำให้เรากลัว...
แต่เราห้ามความรู้สึกไม่ได้แค่นั้นเอง...

หลิวไม่ใช่คนไม่กลัวผี...หลิวก็กลัว...
แต่มันอาจจะมีระดับที่พอจะทำความเข้าใจได้...มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย..
แต่สุดท้าย...เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเหมือนกันค่ะ

อีก 2 ตอนจะจบแล้วนะคะ...
พอจบแล้วก็จะมีชีรี่ย์ใหม่ให้ติดตาม....
ตอนน่าจะเป็นเรื่องอะไร รอติดตามกันนะคะ


ฝากติดตามผลงาน E-book นิยายรักโรแมนติค




อ่านตัวอย่างที่นี่เลยค่ะ >>> คลิก




มายาปกรณัม : หัวใจรักฉบับเจ้าชายพระอาทิตย์

ไม่มีอะไรมากเลยค่ะ
มาโฆษณา อีบุ๊ค เฉยๆ...
เป็นนิยายที่เคยเขียนชื่อเรื่องว่า มายาปกรณัม
พอดีลิขสิทธิ์หมดแล้ว เลยเอามาอักขายใน Ook Bee
***ปกนิยายไม่สวยเลย มันอัพใหม่ไม่ได้แล้ว เลยต้องเลยตามเลยค่ะ

บทนำ

    แสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องสว่างเป็นสีทองตัดผ่านกลุ่มปุยเมฆขาว
ลำแสงส่องลงมาให้เห็นปราสาทสีเงินยวง
ที่ลอยอยู่ท่ามกลางกลุ่มก้อนเมฆเปรียบเสมือน
ดินแดนแห่งเทพนิยายที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ม่านหมอก

บุรุษรูปงามผู้สวมรองเท้ามีปีกบินตัดผ่านก้อนเมฆ
ตรงเข้าไปยังซุ้มโค้งสีทองที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเหมือนกับ
ประตูที่ทอดเข้าสู่ดินแดนแห่งสรวงสวรรค์
ซึ่งถูกประดับตกแต่งไปด้วยบุปผาชาตินานาพรรณ
ที่สายตามนุษย์มิอาจรับรู้ถึงความงามของมันได้
    

เหล่ามนุษย์ต่างเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า เทือกเขาโอลิมปัส
เราจะปิดประตูมิติระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้า  


เสียงมหาราชาแห่งเทือกเขาโอลิมปัสประกาศก้อง
ดังไปทั่วแท่นประชุมที่ล้อมรอบไปด้วยเทพเจ้าทั้งหลาย
เฮอร์มีสที่เพิ่งบินมาถึงร่อนลงพร้อมกับเดินไปนั่งอยู่ตรงกลาง
ระหว่างอพอลโล่กับอะโฟร์ไดต์แล้วจึงมองไปรอบๆ
แท่นประชุมที่มีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลม


ซุสและเฮรา ราชาและราชินีแห่งเหล่าทวยเทพนั่งอยู่ทางด้านหน้า
บนเก้าอี้หินซึ่งตั้งอยู่บนแท่นหินอ่อนยกสูง
ส่วนเทพที่เหลือนั่งอยู่บนเก้าอี้หินล้อมรอบซุสและเฮราเป็นรูปวงรี
อพอลโล่เทพหนุ่มรูปงามที่มีผมสีทองกับนัยต์ตาสีฟ้า
เหมือนน้ำทะเลหันมายิ้มให้เขาทีหนึ่งก่อนหันกลับไปมองยังซุสอีกครั้ง
ราชาแห่งทวยเทพผู้มีรูปร่างเป็นสง่า
ทอดสายตาที่ทั้งน่าเกรงขามและอบอุ่น
ไปทั่วห้องประชุมก่อนที่จะมาหยุดตรงเฮอร์มีสที่เพิ่งมาถึง


“เจ้าไปตามเฮเดสมาแล้วใช่หรือไม่”
ซุสหันมาถามด้วยแววตาอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยอำนาจ
เทพผู้ส่งสารสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความประหม่า
ก่อนจะตอบคำถามให้แก่ราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโอลิมปัส
“ท่านเฮเดสทราบแล้ว และคงมาถึงในไม่ช้า”  
สิ้นคำพูดของผู้ส่งสารหนุ่ม
เฮรา ราชินีแห่งเหล่าทวยเทพส่งยิ้มเป็นกำลังใจมาให้
แทนคำขอบคุณที่เขาสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้เป็นอย่างดี

เทพผู้ส่งสารสะดุ้งอีกครั้งด้วยความประหม่า
เมื่อเห็นรอยยิ้มที่อบอุ่นแต่ก็แฝงไว้ซึ่งอำนาจเช่นเดียวกับซุส
ราชันย์แห่งโอลิมปัสและผู้เป็นยอดรักของเฮรา
เฮอร์มีสเป็นเพียงเทพธรรมดาที่มักหวาดกลัวผู้มีอำนาจอยู่เหนือกว่าเสมอ
เขาไม่รู้ว่าผู้ยิ่งใหญ่กว่าจะไม่พอใจและสั่งลงโทษเขาเมื่อไหร่
ถึงแม้ซุสและเฮราจะเป็นราชาและราชินีที่โอบอ้อมอารีก็จริง
แต่เวลาโมโหพวกเขาทั้งสองก็น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใดโลก


อะโฟร์ไดต์เทพีแห่งความงามหัวเราะคิก
ให้กับท่าทางอันตื่นตระหนกของเขา
พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มมาให้
จนเฮอร์มีสแทบจะหลงใหล
ถ้าหากไม่ทันไปสะดุดซะก่อนว่าดวงตาอันงดงามของเทพีสาว
ไม่ได้จ้องมองมาที่ตนเลย
แต่กลับจ้องมองไปยังเทพหนุ่มที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในโอลิมปัส
“อพอลโล่”


เฮอร์มีสแอบสบถเบาๆขึ้นมาด้วยความผิดหวังเงียบๆ
ก่อนที่จะสะดุ้งขึ้นมาอีกครั้งด้วยเสียงดัง ปัง!
ที่ดังขึ้นมาพร้อมกับหมอกควันสีดำที่โผล่ขึ้นมากลางวงประชุม
โดยที่เทพทุกองค์ไม่ทันตั้งตัว

“ขอโทษ ที่เรามาช้า”
เสียงยานคางแต่แฝงไว้ด้วยความแข็งกร้าวดังขึ้น
พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของเทพแห่งโลกันต์
ดวงตาดำสนิทเหมือนนิลจ้องมองไปรอบที่ประชุม
พร้อมส่งรอยยิ้มชั่วร้ายจากริมฝีปากสีแดงสด
ที่เหมือนกับแอปเปิ้ลอาบยาพิษของแม่มด
ที่ยื่นให้หมายจะคร่าชีวิตสโนไวท์เจ้าหญิงผู้น่าสงสาร

คิ้วสีดำสนิทเช่นเดียวกับสีผมยกขึ้นพร้อมกับดวงตาดำมืด
ที่จ้องมองไปยังเทพหนุ่มรูปงาม
ผู้มีความสามารถในการบรรเลงดนตรีได้ไพเราะที่สุดในโอลิมปัส
เหมือนกำลังอ่านความคิดของเขาออก


“แต่ถึงมาช้า ก็ใช่ว่าเราจะไม่รู้อะไรเลย
ซุสกำลังต้องการจะปิดประตูมิติระหว่างโลกมนุษย์และเทพเจ้า”
เฮเดสพูดขึ้นมาพร้อมกับสบสายตาอพอลโล่
ฃที่ทำท่าจะตำหนิติเตียนเขาไว้โดยไม่กระพริบ
เหตุใด คนอย่างเฮเดสจะไม่ล่วงรู้ความคิดของซุส
และเหตุใดคนอย่างเฮเดสจะไม่รู้ว่า
อพอลโล่กำลังจะตำหนิเขาเรื่องที่เขามาช้ากว่าเทพองค์อื่น



“นั่งลงเถอะเฮเดส และเลิกจ้องหลานข้าอย่างนั้นสักที”
โพไซดอน ราชาแห่งท้องทะเลผายมือไปยังเก้าอี้หินข้างๆเขาที่ยังคงว่างอยู่
พร้อมกับปรามเฮเดสที่จ้องมองอพอลโล่ด้วยสายตาประทุษร้ายที่ซ่อนไว้ไม่มิด
เทพทุกองค์ต่างรู้ว่าเฮเดสและอพอลโล่ไม่ได้เป็นมิตรต่อกันเท่าไหร่นัก
หากจะว่าไปตามความจริง
เฮเดสต่างหากที่ไม่เคยเป็นมิตรกับใครเลย
สายตาดำสนิทที่ไร้ความรู้สึกเป็นเหมือนประตูที่ปิดกั้น
และบอกว่าเขาไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจใครทั้งสิ้นนอกจากตัวเขาเองเท่านั้น
เฮเดสยิ้มเยาะให้เจ้าแห่งท้องทะเลก่อนจะค่อย ๆ
เดินอย่างเชื่องช้าเหมือนคนแก่งุ่มง่ามไปนั่งลงข้าง ๆ โพไซดอน  
เพื่อมีจุดประสงค์จะล้อเลียนว่า
โพไซดอนนั้นมีอายุมากกว่าเขาขนาดไหน

โพไซดอนส่ายหน้าด้วยความไม่พอใจ
แต่ก็ไม่อยากจะถือสาอะไรกับเทพผู้ไม่เจียมตัวและโอหังอย่างเฮเดส
“อาร์เทมิส ยังไม่กลับจากตำหนักดวงจันทร์อีกเหรอ
ที่เรามานี่เพราะหวังว่าจะได้พบนางผู้งามดั่งดวงจันทรา
แต่เราคงต้องผิดหวังสินะ” ไม่ทันที่เทพองค์อื่นจะทันได้หายใจอย่างทั่วท้อง
เฮเดสก็หาเรื่องอพอลโล่ขึ้นมาอีก
สายตายียวนอย่างจงใจจะยั่วโทสะเทพหนุ่ม
จ้องมองไปยังเก้าอี้ที่ว่างเปล่าข้างกายอพอลโล่
พร้อมกับทำสีหน้าเสียดายอย่างสุดซึ้ง
อพอลโล่มองหน้าเฮเดสด้วยความไม่พอใจ
แม้เขาจะรู้ว่าเฮเดสตั้งใจจะยั่วอารมณ์
ทำลายความอดทนของเขาเพื่อความสนุกสนานของตัวเอง
ที่เห็นคนอื่นมีโทสะ แต่อพอลโล่ก็ไม่อาจระงับความไม่พอใจของตนไว้ได้
ใครๆก็รู้ว่าเขานั้นรักและหวง อาร์เทมิส


น้องสาวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจของเขาแค่ไหน
“ไม่ใช่กงการอะไรของท่านที่จะต้องมาถามเรื่องราวของน้องสาวข้า เฮเดส”
อพอลโล่ตอบกลับเสียงแข็งด้วยความขุ่นเคือง
ที่เฮเดสเอาเรื่องน้องสาวเขามาล้อเล่นเพื่อยั่วโทสะตน
และสร้างความสนุกสนานให้ตัวเองรวมทั้งโมโหตัวเอง
ที่ยอมตกหลุมพรางของเฮเดสอย่างง่ายดายทั้ง ๆ
ที่รู้อยู่แล้วว่าเทพแห่งนรกทำแบบนี้เพื่อกวนอารมณ์เขา


“อาร์เทมิสเป็นหญิงงาม และนานๆที
ข้าถึงจะได้ถูกเชิญขึ้นมาบนวิมานแห่งนี้
การอยู่ใต้ผืนพิภพท่ามกลางความมืด
และเหล่าสัตว์นรกที่ร้องโหยหวนเป็นสิ่งที่น่าหดหู่  
น่าเสียดายจริงที่ไม่ได้เจอน้องสาวของเจ้า  
เทพีผู้เป็นดั่งแสงสว่างที่โอบอ้อมค่ำคืนที่มืดสนิทด้วยความอบอุ่น
หากได้มาอยู่เคียงข้างสักคืนคงจะดีไม่น้อย”      
เทพทุกองค์สะดุ้งเฮือกกับคำพูดที่ลามปามเกินไปของเฮเดส
แม้แต่ซุสยังต้องส่งสายตาตำหนิมาที่เขา
เฮราส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
ส่วนเฮอร์มีสที่นั่งอยู่ข้างๆอพอลโล่ได้แต่ทำตัวสั่นงกๆ
เพราะไม่รู้ว่าอพอลโล่กับเฮเดสจะฟาดฟันกันเมื่อไหร่
เขาไม่ชอบการต่อสู้และการใช้กำลัง
แต่เฮเดสไม่ได้สนใจสายตาของใครๆ
เขายังคงพูดพร้อมกับหัวเราะ
เขารู้อยู่เต็มอกว่าอพอลโล่ขุ่นเคืองแค่ไหน
ที่ต้องยอมตกหลุมพรางของเขาเพื่อปกป้องน้องสาวของตัวเอง
และรู้สึกภาคภูมิใจที่สามารถทำให้เทพอย่างอพอลโล่รู้สึกหงุดหงิดได้
เพราะไม่ง่ายเลยที่จะทำให้เทพที่เก่งกาจ
อย่างอพอลโล่จะขุ่นเคืองได้ถึงเพียงนี้
ในบรรดาเทพทั้งหมด ถ้าไม่นับซุสและโพไซดอนซึ่งเป็นพี่น้อง
ที่พอจะสามารถประชันฝีมือกับเขา
ก็มีเพียงอพอลโล่อีกคนที่เฮเดสอยากลองประชันด้วยสักครั้ง


หลานชายผู้มีอำนาจเหนือบรรดาเหล่าเทพทั่วไป
สายตาของอพอลโล่ลุกเป็นไฟ
เมื่อสิ้นประโยคของเฮเดส
เทพแห่งความชั่วร้ายผู้นี้ใช้วาจาล่วงเกินเขาและน้องสาวมากเกิน
จนเขาไม่สามารถระงับโทสะที่ตนมีได้อีก
อพอลโล่ชักคันธนูที่เคลือบด้วยสีทองเงาวับขึ้นมา
พร้อมกับหยิบศรแล้วเล็งหัวลูกศรสว่างวับไปที่หัวใจของเฮเดส

เฮเดสแสยะยิ้ม จ้องมองหัวลูกศรสีทองที่เล็งมายังหัวใจเขาอย่างไม่เกรงกลัว
“โธ่...ใจเย็นๆสิพ่อหนุ่มน้อยเลือดร้อน”
ดวงตาสีดำเบิกโตพร้อมกับริมฝีปากที่เผยอขึ้นน้อยๆ
ที่ใครก็ดูออกว่าเขาแกล้งทำเป็นหวาดกลัว

++++++
อัพตัวอย่างไว้ให้ 2 ตอน
ถ้าใส่ในนี้หมดจะยาวเกินไป


ถ้าใครอ่านแล้วชอบ
สามารถซื้ออ่านทั้งเล่มเป็น E-book ที่นี่ คลิก

เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 7 : เพื่อนข้างบ้าน



เชื่อว่าหลายๆ คนคงมี "เพื่อนบ้าน" หรือถ้าเป็นคอนโด อพาร์ทเม้น 

ก็ย่อมมีเพื่อนร่วมชั้น ร่วมอาคาร...เคยคิดมั้ยคะ 

หากวันหนึ่ง พวกเขาเสียชีวิตไป แล้วจะเป็นยังไง

เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 7 : 

"เพื่อนข้างบ้าน" 

ทำยังไง หากพวกเขา ไม่ใช่คนเป็นอีกแล้ว...

‪#‎ผี‬ ‪#‎สยองขวัญ‬ ‪#‎เสียดายคนตายไม่ได้เล่า‬



วันนี้จะมาเล่าเรื่องราวของเพื่อนข้างบ้านค่ะ...

จริงๆ ไม่ใช่ข้างบ้านหรอก หลังบ้านมากกว่า
สมัยหลิวอยู่ม.ปลาย หลังบ้านที่ติดกั้นเพียงรั้วกั้น
จะมีคุณยายท่านหนึ่งอาศัยอยู่

คุณยายชอบไปขายขนมที่ตลาด
และถ้าเจอระหว่างทาง ก็จะรับกลับมาด้วยกันตลอดค่ะ

เวลาคุณยายทำขนม แกก็จะชอบเรียกให้หลิวไปเอา
โดยหลิวจะเดินไปที่รั้วหลังบ้าน

แล้วแกก็จะยื่นขนมมาให้ตลอด

ขนมที่คุณยายทำอร่อยมากเลยค่ะ
แต่หลิวไม่รู้เรียกว่าอะไร ข้างในเป็นไส้ถั่ว

บางวันข้างนอกก็เคลือบน้ำตาล
บางวันก็ไม่ได้เคลือบ...

คุณยายให้ขนมเกือบทุกวันที่ไปขายของ
เงินแกก็ไม่ยอมเอา...
หลังเลยชอบซื้อนมผง หรือของบำรุงร่างกายไปแลกกับแกแทนค่ะ

คุณยายอาศัยอยู่ที่บ้านนั้นคนเดียว
เพราะหลานซื้อไว้ให้ กลับมาอาทิตย์ละครั้ง

พอหลิวเข้ามหาวิทยาลัย 
ต้องอยู่หอใน
ก็เลยไม่ค่อยได้กลับบ้านอีกเลย

จนวันหนึ่ง หลิวก็กลับมาที่บ้านค่ะ
วันนั้นถึงบ้านดึกมาก เกือบเที่ยงคืนแล้ว

หลิวก็เดินเข้าบ้านปกติ
ระหว่างที่เดินขึ้นบ้าน
ก็เห็นคุณยายค่ะ

คุณยายยืนอยู่หลังรั้ว
โดยบ้านของคุณยายมืดสนิท ไม่ได้เปิดไฟอะไรเลยค่ะ
"หนูๆ มาเอาขนม ยายทำไว้ให้"

คุณยายตะโกนบอกแบบนี้ค่ะ
ภาพที่หลิวเห็นคือคุณยายคนเดิม 
ใส่เสื้อคอกระเช้าเหมือนที่แกชอบใส่
และน้ำเสียงที่ใจดีไม่ต่างจากเดิม

ตอนนั้นเห็นหน้าคุณยายไม่ชัดค่ะ
เพราะมันมืดมาก แต่หลิวก็ไม่ได้เดินเข้าไป
เพราะหลิวเป็นคนกลัวงู แล้วบ้านหลิวต้นไม้เยอะ

หลิวเลยบอกคุณยายว่า
ดึกแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้หลิวค่อยมาเอาตอนเช้า ฝากคุณยายเก็บไว้ก่อน
คุณยายก็ถาม ไม่มาเอาตอนนี้เหรอ
หลิวก็บอกยายค่ะ หลิวไม่กล้าไป หลิวกลัวงู

ยายก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวคุณยายวางไว้ตรงนี้นะ พรุ่งนี้เช้าให้แวะมาเอา
หลิวก็งงๆ ค่ะ ทำไมคุณยายไม่เก็บไปก่อน
แต่ไม่อยากถามเยอะ เลยบอกลาคุณยายแล้วขึ้นบ้านไป

เช้าวันต่อมาหลิวก็ตื่นแต่เช้าค่ะ
ลงไปเอาขนม ซึ่งไม่มี
เลยตะโกนเรียกคุณยายค่ะ (อารมณ์กลัวคนแก่น้อยใจ ไม่ได้เห็นแก่กินนะ อิอิ)

สักพักแม่ก็เดินลงมาค่ะ
ถามว่า เรียกหาใคร
เลยบอกแม่ว่าถามหายายหลังบ้าน

"แกเสียไปปีกว่าแล้ว"

อึ้งเลยค่ะ ...เล่าให้แม่ฟังว่า
เมื่อคืนยังเจออยู่เลย ยายมาเรียกไปเอาขนม

แม่เลยถามว่า เมื่อคืนไม่สงสัยเหรอว่ายายเค้ารู้ได้ไงว่าเราจะกลับมา
ไม่ได้กลับมาตั้งนานแล้ว

เก็บมาคิดก็จริง อย่างที่แม่ว่าจริงๆด้วยค่ะ
แต่ตั้งแต่วันนั้น ก็ไม่ได้เจอยายอีกเลยค่ะ

คิดว่าแกคงเป็นห่วงเรา แกเลยยังไม่ไปไหน
พอได้เจอ เห็นว่าเรามา แกเลยแวะมาหา
แล้วหายห่วง ก็ไปค่ะ

เพราะจากวันนั้น ไม่เจอยายอีกเลยค่ะ

นี่เป็นอีกความผูกพันธ์หนึ่งของคนที่เสียชีวิตไปค่ะ
ถามว่ารู้สึกยังไง ก็รู้สึกดีใจที่ได้เจอคุณยายค่ะ
ได้บอกลา...

คิดว่าแกคงมีความสุข 
จริงๆ หลังจากนั้นแอบมองไปหลังบ้านทุกวัน
ตั้งใจว่าจะบอกลาแบบเป็นทางการ
แต่แกไม่เคยมาอีกเลย จนมีคนมาเช่าบ้านใหม่

เลยคิดว่าแกคงไปแล้วจริงๆ ค่ะ

++++ขอแถมอีก 1 เรื่องสั้นๆ +++
จริงๆ แถวบ้านหลิวคนแก่เยอะค่ะ
ที่นี้มีอีกหลังหนึ่งที่เสียชีวิต
เป็นคุณลุง คุณลุงแกเป็นคนจีน
จะชอบเดินออกกำลังกายช่วงเช้า
ห้องหลิวใกล้ถนน ก็จะได้ยินแกร้องเพลงจีนๆ ของแกตลอด

หลังจากแกเสียไป คนในหมู่บ้านก็บอกว่าแกไม่ได้ไปไหน...
เพราะแกห่วงหมา แกมีหมาที่แกรักมากอยู่ตัวนึงค่ะ
จริงๆ เป็นหมาบ้านหลิวนี่แหละ แต่แกชอบ...
สุดท้ายมันเลย อยู่ทุกบ้านเลย
มันชื่อไจแอ้นท์

วันที่แกเสียไป ไจแอ้นท์มันหอนทั้งวันเลยค่ะ
จนกระทั่งวันเผา
ด้วยความที่เป็นหมู่บ้าน ก็จะมีวัด
ไจแอ้นท์ก็ไปเฝ้าแกวันเผาค่ะ
แต่โดนมาเจ้าถิ่นไล่กัด...
พ่อหลิวต้องไปเอามันกลับมาค่ะ แต่มันไม่ยอมเลย
มันรักลุงมาก กว่าจะเอากลับได้ ไจแอ้นท์เยินไปทั้งตัวค่ะ
ต้องไปหาหมอเลย....เป็นหมาที่รักเจ้าของมากเลยค่ะ
จากนั้นไจแอ้นท์ก็โกรธพ่อหลิวไปเป็นเดือนเลยค่ะ ไม่ยอมเข้าใกล้...

หลังจากจากวันเผา...
ไจแอ้นท์กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมค่ะ
มันชอบวิ่งเหมือนกับเล่นกับใครอยู่ แต่ไม่มีใคร
มันชอบเดินไปรอบหมู่บ้าน เหมือนเดินไปเป็นเพื่อนใครสักคน แต่ไม่มีใคร

จนน่าจะประมาณวันที่ 3 ค่ะ หลิวเริ่มได้ยินเสียงคุณลุงร้องเพลง
เหมือนตอนแกมีชีวิต ถึงไม่มีใคร
เป็นแบบนั้นตลอดจนกระทั่งวันที่ 7
วันที่ 7 เป็นวันสุดท้ายที่ได้ยินแกร้องเพลง
เป็นวันที่ไจแอ้นท์ หอนอยู่ทั้งวัน
จากนั้นก็เงียบไปเลยค่ะ

หลังจากนั้น ไจแอนท์จะหอนเฉพาะวันพระเท่านั้นค่ะ
หลิวไม่รู้เหมือนกันว่าโลกหลังความตายเป็นยังไง

แต่หลิวว่าความผูกพันธ์ มันไม่ได้จำกัดแค่คนเป็นเท่านั้น
มันยังมีเรื่องราวของคนที่เสียชีวิตไปค่ะ
หากเค้ายังมีความผูกพันธ์กับเราอยู่

เห็นมั้ยคะว่าวิญญาณก็ไม่ต่างจากเราเลย...
ถ้าเค้าเสียชีวิตอย่างสงบ...

แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ...เค้าจะเป็นแบบไหน ติดตามต่อในตอนหน้า


เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 8 : เพื่อนข้างห้อง