แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยองขวัญ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยองขวัญ แสดงบทความทั้งหมด

เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า [ ภาคพิเศษ ] : ทำแท้ง



เสียดายคนตายไม่ได้เล่า ภาคพิเศษ

คือหลิวเอามาแต่งเล่น ๆ....
ถ้าจะพูดถึงเรื่องทำแท้ง...
ก็กลัวมันจะแรงไป และกระทบอะไรหลายๆอย่าง...
เลยเอามาแต่งเป็นเรื่องสั้นดีกว่าค่ะ...

หวังว่าจะได้รับความสนุกสนานนะคะ...
หลิวไม่เคยแต่งอะไรแนวนี้เลย....

ผิดพลาดยังไงของอภัยด้วยนะคะ 
+++++++++++

มันเป็นเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่ง
นิชา...หญิงสาวธรรมดาคนหนึ่งดีใจมากเมื่อเธอได้พบรักกับธกร
ชายหนุ่มที่มีทั้งรูปและทรัพย์ จนทำให้ใครๆก็พากันอิจฉาเธอ

แม้ไม่คิดว่าเธอจะมีโอกาส
แต่สุดท้ายเธอก็ได้แต่งงานกับเขา

ในภาพที่สวยงามเหล่านั้น....
เธอไม่รู้เลยว่า...เธอกำลังก้าวเท้าเข้าไปเจอกับอะไร......


---------

ภายใต้เงามืด เด็กชายและเด็กหญิงคู่หนึ่งยืนมองนิชาอยู่เงียบๆ
เด็กทั้งสองแต่งตัวสกปรกมอมแมม
แม้แต่รองเท้าก็ไม่มีใส่
ร่างกายซีดและซูบผอม
ดวงตาลึกโหลอยู่บนใบหน้าหมองคล้ำ
ริมฝีปากซีดและแห้งผาก ไม่เคยมีแม้แต่รอยยิ้ม
เช่นเดียวกับสายตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น

และคำถามที่ติดอยุ่ในใจของพวกเขามานานแสนนาน
"ฆ่าพวกเขาทำไม"

------------ 

หลังจากแต่งงาน
นิชาก็ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของธกร
ชีวิตของเธอกำลังจะไปได้ดี 
เพราะธกรก็มีการงานที่มั่นคง....และเธอเองก็เช่นกัน

ทั้งสองตั้งใจว่าจะมีลูกด้วยกัน เพราะพวกเขาต่างก็พร้อมแล้ว....
------------------
นิชาทำงานเป็นเลขานุการของอธิการบดีสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง....
บางวันเธอจึงเลิกงานดึก
และต้องเดินเข้าที่จอดรถคนเดียว

....
วันนี้ก็เช่นกันที่นิชาต้องเลิกงานดึก
หญิงสาวหอมแฟ้มกระเป๋าเดินกลับไปที่รถญี่ปุ่นคันเล็กของเธอ
โดยไม่รู้เลยว่า มีเด็กสองคนกำลังรอคอยเธออยู่

หญิงสาวเดินเข้ามาเงียบๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่วังเวง
เพราะทุกคนให้มหาวิทยาลัยกลับกันไปหมดแล้ว
ตึกอธิการบดีนั้นแยกจากคณะอื่นๆ...
และตั้งอยู่ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่...
ปกตินิชาไม่ใช่คนกลัวความมืด แต่วันนี้เธอรู้สึกแปลกไป...
----
ในที่สุดเธอก็เดินมาถึงรถและเตรียมสตาร์ทรถของเธอ
ไฟหน้ารถที่ส่องสว่าง ทำให้เธอเห็นภาพเด็กสองคนนั่งยองๆอยู่ข้างหน้า
โดยหันหลังให้เธออยู่ และเหมือนไม่รู้เลยว่ามีไฟจากรถของเธอส่องไปที่พวกเข้าอยู่

เด็กสองคนใส่ชุดซอมซ่อและมาร่างกายที่ซูบผอม
ทั้งๆที่อากาศหนาว แต่พวกเข้าไม่มีแม้แต่รองเท้าจะใส่

-----
คงเป็นเด็กจรจัด
นิชาคิด
เธอไม่กล้าลงไป เพราะกลัวว่าอาจจะเป็นแก๊งค์เด็กอันธพาล
ไม่กล้าแม้แต่จะเปิดกระจก
สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจ บีบแตรเพื่อให้เด็กทั้งสองได้ยินและรู้ตัว
--------
ตอนแรกเด็กทั้งสองไม่ขยับเขยื้อน....
พวกเขายังนิ่งอยู่สักพัก...ก่อนที่พวกเขาจะค่อยๆ หันมาอย่างช้าๆ
โดยไม่แม้แต่จะลุกขึ้นยืน หันมาทั้งๆที่ยังนั่งยองอยู่แบบนั้น
---------
เป็นไปไม่ได้!!!
มันผิดธรรมชาติ....สิ่งที่เด็กสองคนนั้นกำลังทำมันผิดธรรมชาติ

......แต่เด็กสองคนยังไม่หยุด....
พวกเขาหันมาพร้อมกับแสยะยิ้ม....
ใบหน้าขาวโพลน ดวงตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด
พวกเขาหัวเราะ

ทั้งๆที่อยู่ข้างนอกรถ
แต่เธอกลับได้ยินเสียงพวกเขาอย่างชัดเจน....
เพราะเสียงนั้นมันดังมาจากเครื่องเสียงในรถยนต์ของเธอเอง
-----
ไม่!!!
นิชาลนลาน...พร้อมกับพยายามที่จะปิดเครื่องเสียง...
แต่มันกลับปิดไม่ได้...
เด็กยังคงหัวเราะ...
และดังยิ่งกว่าเดิม....

-----------

ไป!!!
นิชาตะโกนไล่เสียงดัง...
เด็กทั้งสองค่อยๆลุกขึ้นยืน
ขาและแขนที่ผอมแห้งของพวกเขามีแต่รอยถลอก 
และเลือดแห้งเกรอะกรังเต็มไปหมด

เด็กผู้หญิงยื่นมือที่ผอมติดกระดูของเธอมาข้างหน้า
นิ้วเล็กๆชี้มาตรงหน้าของเธอ

เล็บแห้งเกรอะกรังยาวและแหลมคมเหมือนกับคนไม่เคยได้ตัดเล็บเลย
ส่วนเด็กผู้ชายค่อยๆ ย่อตัวลง...
และกระโดดขึ้นมาบนฝากระโปรงรถของเธอ

ปัง! ปัง!
 เด็กชายกระโดดอยู่เรื่อยๆ
-------

หยุดนะ!!
เด็กชายหยุดนิ่ง เมื่อได้ยินเสียงร้องห้าม
เขาค่อยๆ ย่อตัวลง.....
จากที่ยืนอยู่ค่อยๆก้มลงมาเรื่อยๆ

กางเกงขาดวิ่นเหมือนกับเสื้อผ้าของเขา
ทุกอย่างเผื้แนจนดูไม่ออกว่าเคยเป้นสีอะไรมาก่อน....

----

เด้กชายคุกเข้าลงบทฝากระโปรงรถ...
ใบหน้าของเขาก้มลงมาอยู่ตรงหน้าของนิชาพอ...

เด็กชายสแยะยิ้มจ้องมอง...

พร้อมกับดวงตาที่ขาวโพลน....


โปรดติดตามตอนต่อไป


เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 9 : ผีอำ





มีสิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาค้างคาใจของใครหลายคนมาตลอด
คือ "เรื่องของผีอำ"
บางทีเราก็สงสัยว่า เป็นเพราะผีจริงๆ...
หรือเป็นแค่ความผิดปกติของร่างกายเราเท่านั้น

หลิวว่า มันก็อาจเป็นไปได้ทั้งสองอย่างค่ะ....
ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย หรือเพราะเกิดจากวิญญาณ...

แต่วันนี้ หลิวจะเล่า.ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจากวิญญาณ...
มาดูกันว่า ถ้าเกิดขึ้นแล้วต้องทำยังไง....
แก้ไขแบบไหน...
เพื่อความปลอดภัยของชีวิตเราเองนะคะ

เอาตรงๆ เลย ที่จริงแล้ว
ผีอำ ที่เกิดจากวิญญาณจริงๆ ไม่ได้โดนกันง่ายๆ ค่ะ
เพราะการที่วิญญาณจะทำร้ายใครสักคน
นั้นต้องพลังงานมากมายเลยทีเดียว
ดังนั้น...หลิวคิดว่า ส่วนใหญ่อาจจะเกิดจากสภาพร่างกายมากกว่า..
ลองแก้ไขตามหลักวิทยาศาสตร์ก่อน
แล้วถ้าไม่ได้จริงๆ จะลองดูวิธีอื่นก็ไม่เสียหายค่ะ

ตั้งแต่เกิดมา หลิวเคยเจอผีอำแค่ครั้งเดียว...
ทั้งๆที่หลิวเห็นวิญญาณง่ายมาก
แต่กล้าพูดเลยว่า น้อยมากที่วิญญาณจะทำร้ายเรา
(อย่าไปเชื่อหนังผีเยอะ...อิอิ)
ถ้าเค้าไม่ได้เคืองแค้นอะไรกับเราจริงๆ
ก็ไม่อยากก่อเวรก่อกรรมอะไรกับเราเพิ่มหรอกค่ะ

มาถึงเรื่องหลิว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยังไง
ต้องบอกว่า เกิดขึ้นที่หอพักแห่งหนึ่งค่ะ
ระหว่างที่หลิวกำลังนอนหลับอยู่ ช่วงหัวค่ำ
แล้วสักพักหลิวก็ตื่น ที่จริงไม่ได้ตั้งใจจะนอนค่ะ
แค่งีบหลับเฉยๆ เพราะความเหนื่อย
แต่พอลืมตาขึ้นมา ก็ขยับไม่ได้เลยค่ะ

บอกเลยว่าลืมตาได้ เห็นเพื่อนนั่งเล่นคอมอยู่ตรงปลายเท้า
เพราะโต๊ะคอมอยู่ตรงนั้นค่ะ
โดยเพื่อนนั่งหันหลังให้หลิว
แต่หลิวขยับไม่ได้ค่ะ ปากก็พูดไม่ได้
คือทำอะไรไม่ได้เลย

สักพักก็เริ่มคิดแล้วค่ะ ว่าเอายังไงดี
ตอนนั้นคิดว่าน่าจะคอเคล็ด หรืออะไรสักอย่าง
พยายามขยับตัว แต่ทำอะไรไม่ได้ จนได้ยินเสียงในหัวค่ะ
"กูไม่ปล่อยมึงหรอก"
เป็นเสียงผู้หญิง ค่อนข้างดุและไม่พอใจมาก
หลิวพยายามขยับ ตอนนั้นคิดอะไรไม่ทันค่ะ สะลืมสะลือ
แต่ก็รู้แล้วว่าเพราะอะไร
เลยสวดมนต์ค่ะ สวดอะระหังสัมมา สวดในใจ
เชื่อมั้ย...เกิดอะไรขึ้น
วิญญาณตนนั้นตะคอกกลับมาอีกเหมือนเดิม
"กูไม่กลัว"

ทีนี้ตกใจเลยค่ะ บทสวดมนต์ช่วยไม่ได้
คือรู้เลยว่า โอกาสรอดน้อยมาก เพราะเค้าไม่ให้เราขยับเลย
และเริ่มหายใจลำบากแล้ว
ตาเราได้แต่มองเพื่อน สิ่งที่เจอคือ เพื่อนไม่แม้แแต่เหลียวมามองเลยค่ะ
เหมือนอะไรบังตาเค้า

ถามว่าหลิวรู้สึกยังไง ตอนนั้นยอมรับว่ากลัวจริงๆ ค่ะ
คิดว่าโอกาสรอดคนน้อยมาก
ถ้าวิญญาณเค้ามีพลังจนสามารถทำได้ขนาดนี้
อีกอย่างหลิวเป็นคนไม่ห้อยพระด้วย
สรุปคือ ไม่มีอะไรคุ้มครองเราเลยค่ะ
บทสวดก็ช่วยไม่ได้..

แล้วทำยังไง
สุดท้ายพอสิ้นหนทางค่ะ เราไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
ที่นี่เลยคิดในใจค่ะ
"ถ้ากุตาย กุจะตามไปจองเวรมึง"
หลิวคิดชั่วๆ แบบนี้เลยค่ะ โมโหจัด
ก่ะว่าเป็นผีก็ไปตีกันแบบผีๆ นี่แหละ มาทำร้ายเราทำไม
เท่านั้นแหละ หาย...ขยับได้เลย
วิญญาณตนนั้นหายไป

ถามว่าแนะนำวิธีนี้มั้ย.
ขอแนะนำให้ใช้เป็นวิธีสุดท้ายค่ะ

เพราะหลิวเคยนำเรื่องนี้ไปถามพี่คนหนึ่ง
เค้าเป็นคนศึกษาธรรมมะ อาจเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
คุณเหน่ง ผาสุขธรรมค่ะ
พี่เค้าบอกว่า จริงๆ วิธีนี้ไม่ควรทำ
เพราะจะเป็นบาปกรรมกันเปล่าๆ
วิธีที่ถูกต้องคือการแผ่เมตตาให้เค้า
เพราะวิญญาณเหล่านี้เค้าต้องการส่วนบุญ
การสวดมนต์บางทีอาจเหมือนการไล่เค้า
บางตนอาจยิ่งโกรธ

หลิวเลยคิดว่าจริงด้วย หลิวไม่ได้แผ่เมตตาจริงๆ ค่ะ
ลืมนึกไปเลย...
ถ้าใครเจอแบบนี้ อยากให้ลองแผ่เมตตาดูก่อนค่ะ
เพราะวิญญาณก็เหมือนคน...
อาจจะไม่รู้ว่าต้องมาขอส่วนบุญในรูปแบบไหน
เลยมาแบบนี้...

สำหรับตอนหน้า ตอนที่ 10 จะเป็นตอนสุดท้ายนะคะ...
หลังจากในนั้นจะรวมเล่มออกเป็น E-book

โดยในอีบุ๊คจะมีเรื่องเพิ่มอีก 2 เรื่อง....
คือเรื่องทำแท้งและตัวตายตัวแทนค่ะ...

ปัจจุบันยังไม่มีรวมเล่ม
(เพราะหลิวยังไม่ได้ส่งสนพ.ค่ะ)
ส่งไปก็ไม่แน่ว่าจะผ่านมั้ยค่ะ
เลยทำเป็นอีบุ๊คดีกว่า...
เผื่อใครอยากโหลดอ่านกันค่ะ




เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า : ตอนที่ 8 เพื่อนข้างห้อง



มาอัพดึกไปสักหน่อย....
ไม่รู้ว่านอนกันไปแล้วหรือยังนะคะ....

วันนี้จะมาเล่าเรื่อง...เพื่อนข้างห้อง...


เรื่องมันเกิดจาก....
อพาร์ทเม้นที่หลิวไปพักอยู่ค่ะ...
เคยคิดมั้ยคะว่า...ถ้าอยู่ดีดี
วันหนึ่งคนที่พักอพาร์ทเม้นเดียวกับเราเสียชีวิตขึ้นมา มันจะเป็นยังไง...

หลิวเคยอยู่ที่หนึ่งค่ะ....
คนเสียชีวิตอยู่ห้องข้างบน...

หลิวอยู่ชั้น 2 ส่วนห้องที่เกิดเหตุอยู่ชั้น 3
หลิวอยู่คนเดียว ห้องไม่ได้ราคาแพงมาก เดินทางสะดวก

ทุกวันก็อยู่ตามปกติ ปัญหาที่เจอบ่อยๆคือ ห้องข้างบนชอบทะเลาะกันค่ะ
เป็นแฟนอยู่ด้วยกัน แต่เราไม่คิดอะไร...

ระหว่างอยู่ ก็จะมีเพื่อนแวะมาหาบ้าง..
เวลาที่เพื่อนขี้เกียจกลับห้องตัวเองเพราะไกล..
ก็จะมานอนหันที่นี่แหละค่ะ

แล้ววันหนึ่งก็เกิดเรื่องใหญ่ค่ะ
คืนนั้น ห้องข้างบนทะเลาะกันทั้งคืนค่ะ...
ถามว่าเสียงดังมั้ย อาจจะดัง...
แต่ด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง
เลยไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่ง...

จนกระทั่งเสียงมันดังมาก ของหล่นแตก..
และเสียงผู้หญิงกรี้ด...
จากนั้นทุกอย่างก็สงบ...

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฝ่ายหญิงโดนฝ่ายชายทุบจนเสียชีวิตค่ะ
หลังจากนั้นทุกอย่างก็วุ่นวายมาก...
ทั้งเจ้าของ ทั้งตำรวจ...

ฝ่ายชายยอมมอบตัว.....
และทุกอย่างก็จบค่ะ....

เดือนนั้นมีคนย้ายออกเยอะมาก...
ชั้นสามนี่ย้ายออกแทบทั้งชั้น
ในขณะที่ชั้นหลิว และชั้นอื่นย้ายออกกว่าครึ่ง...

และหลิวเป็นคนที่อยู่ต่อค่ะ

นึกภาพตาม...ห้องคนตายจะอยู่ข้างบน...
และหลิวจะมีโต๊ะทำงานอยู่ตั้งอยู่ตรงหน้าต่างพอดี ระเบียงจะอยู่ตรงกับห้องคนตายเลยค่ะ...

วันหนึ่งนั่งทำงานอยู่ดีดี...
มีเสียงผู้หญิง ร้องเพลง แล้วมารดน้ำระเบียงตอนเกือบเที่ยงคืน!!!
ไม่ต้องทายให้ยากว่าเป็นใคร....
จากนั้นมาหลิวเอาม่านมาติดตรงหน้าต่าง และไม่เคยเปิดม่านนั้นอีกเลยค่ะ.....

คนอื่นๆ เจอมั้ย ไม่รู้ค่ะ
แต่หลิวย้ายมั้ย ยังค่ะ....
จัดว่าหน้าด้าน คิดว่าอยู่ใครอยู่มัน ไม่ยุ่งเกี่ยวค่ะ
(อีกอย่างค่าห้องลดราคาอีกไปตั้งพันนึง เลยอยู่ ตั้งใจว่าไม่ยุ่งเกี่ยวต่อกันค่ะ)

สิ่งที่เจอบ่อยๆ เสียงร้องเท้าส้นสูงค่ะ
คนเดิน ทั้งคืนเลย บ่อยมาก....
แต่บางคืนก็ไม่เดิน...
(ช่วงนั้นเริ่มวางแผนย้ายออกแล้วค่ะ คิดว่าไม่ไหว)
จะให้ไปสู้รบตบมือกับเค้าก็ลำบาก....

ที่นั่นเคยเชิญพระมาหลังจากเค้าเสียชีวิตใหม่ๆ ค่ะ
แต่เค้ายังอยู่ ไม่ได้ไปไหน

ส่วนหลิวเองก็ไม่เคยไปยุ่งกับชั้น 3
หลิวจะไม่เอาตัวไปยุ่งกับที่ที่มีวิญญาณอยู่
เพราะหลิวไม่อยากเจอค่ะ
แต่ถ้าถามว่า มีแล้วอยู่คนละที่ ไม่ยุ่งกัน
อยู่ได้มั้ย พอไหวค่ะ
(แต่อยู่ห้องเดียวกันแบบนั้นก็ไม่เอาเหมือนกันค่ะ)

จริงๆแล้ว อยู่ที่นั่นต่อีกน่าจะประมาณสองเดือน หลังจากผู้หญิงห้องข้างบนเสีย...
สิ่งที่เจอบ่อยๆ คือเสียงร้องเท้าส้นสูงที่เดินทั้งคืน นอกนั้นไม่มีอะไร
ถามว่าหลอนมั้ย ก็หลอนสิคะ คนเดินนั่นไม่ใช่คน...

จนวันหนึ่ง เพื่อนมานอนเป็นเพื่อน
นางไม่รู้เรื่องอะไรที่เกิดขึ้นเลย เพราะหลิวไม่เล่าใครค่ะ
ไม่อยากบอก...เดี๋ยวเพื่อนไม่กล้ามา

วันที่นางมา...
นางก็ได้ยินเสียงคนเดินเหมือนกันค่ะ
สิ่งที่นางทำคือบ่นค่ะ "เดินทั้งวัน ไม่รู้จักเกรงใจคนอื่นบ้างเลย"
ไอ่เราก็ไม่กล้าบอกเพื่อนค่ะ ได้แต่ขอโทษผู้หญิงข้างบนอยู่ในใจ

โชคดีเพื่อนไม่เจออะไรค่ะ
หลังจากนั้นไม่นานหลิวก็ย้ายออก...

จริงๆ แล้วก็ไม่มีอะไรค่ะ...
และวิญญาณนั้นก็ไม่ได้ทำร้ายใคร...
หลิวว่าเค้าคงยังไม่ได้ไปเกิดมากกว่า...

เค้าคงใช้ชีวิตของเค้าเหมือนตอนมีชีวิต..
แต่แน่ล่ะว่า เป็นใครใครก็ต้องกลัวค่ะ...

หลิวคิดว่า บางทีวิญญาณก็ไม่ได้อยากทำร้ายใครหรอกค่ะ
เค้าก็แค่อยู่ในที่ของเค้า เพราะยังไปไหนไม่ได้แค่นั้นเอง

แต่คนเป็น กับคนตายไม่เหมือนกัน..
หลิวยังกลัวเลย สุดท้ายหลิวก็ต้องย้ายออกเหมือนกัน....

แต่ไม่โทษเค้าหรอกค่ะ เค้าไม่ได้ทำอะไรให้เรา...
ความกลัว...เรากลัวเพราะเค้าไม่เหมือนเรา
กลัวเพราะรู้ว่าเค้าเสียชีวิตยังไง
กลัวเพราะเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเค้าเลย....

บางครั้งหลิวว่าวิญญาณไม่ได้อยากทำให้เรากลัว...
แต่เราห้ามความรู้สึกไม่ได้แค่นั้นเอง...

หลิวไม่ใช่คนไม่กลัวผี...หลิวก็กลัว...
แต่มันอาจจะมีระดับที่พอจะทำความเข้าใจได้...มากกว่าคนอื่นนิดหน่อย..
แต่สุดท้าย...เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเหมือนกันค่ะ

อีก 2 ตอนจะจบแล้วนะคะ...
พอจบแล้วก็จะมีชีรี่ย์ใหม่ให้ติดตาม....
ตอนน่าจะเป็นเรื่องอะไร รอติดตามกันนะคะ


ฝากติดตามผลงาน E-book นิยายรักโรแมนติค




อ่านตัวอย่างที่นี่เลยค่ะ >>> คลิก




เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 7 : เพื่อนข้างบ้าน



เชื่อว่าหลายๆ คนคงมี "เพื่อนบ้าน" หรือถ้าเป็นคอนโด อพาร์ทเม้น 

ก็ย่อมมีเพื่อนร่วมชั้น ร่วมอาคาร...เคยคิดมั้ยคะ 

หากวันหนึ่ง พวกเขาเสียชีวิตไป แล้วจะเป็นยังไง

เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 7 : 

"เพื่อนข้างบ้าน" 

ทำยังไง หากพวกเขา ไม่ใช่คนเป็นอีกแล้ว...

‪#‎ผี‬ ‪#‎สยองขวัญ‬ ‪#‎เสียดายคนตายไม่ได้เล่า‬



วันนี้จะมาเล่าเรื่องราวของเพื่อนข้างบ้านค่ะ...

จริงๆ ไม่ใช่ข้างบ้านหรอก หลังบ้านมากกว่า
สมัยหลิวอยู่ม.ปลาย หลังบ้านที่ติดกั้นเพียงรั้วกั้น
จะมีคุณยายท่านหนึ่งอาศัยอยู่

คุณยายชอบไปขายขนมที่ตลาด
และถ้าเจอระหว่างทาง ก็จะรับกลับมาด้วยกันตลอดค่ะ

เวลาคุณยายทำขนม แกก็จะชอบเรียกให้หลิวไปเอา
โดยหลิวจะเดินไปที่รั้วหลังบ้าน

แล้วแกก็จะยื่นขนมมาให้ตลอด

ขนมที่คุณยายทำอร่อยมากเลยค่ะ
แต่หลิวไม่รู้เรียกว่าอะไร ข้างในเป็นไส้ถั่ว

บางวันข้างนอกก็เคลือบน้ำตาล
บางวันก็ไม่ได้เคลือบ...

คุณยายให้ขนมเกือบทุกวันที่ไปขายของ
เงินแกก็ไม่ยอมเอา...
หลังเลยชอบซื้อนมผง หรือของบำรุงร่างกายไปแลกกับแกแทนค่ะ

คุณยายอาศัยอยู่ที่บ้านนั้นคนเดียว
เพราะหลานซื้อไว้ให้ กลับมาอาทิตย์ละครั้ง

พอหลิวเข้ามหาวิทยาลัย 
ต้องอยู่หอใน
ก็เลยไม่ค่อยได้กลับบ้านอีกเลย

จนวันหนึ่ง หลิวก็กลับมาที่บ้านค่ะ
วันนั้นถึงบ้านดึกมาก เกือบเที่ยงคืนแล้ว

หลิวก็เดินเข้าบ้านปกติ
ระหว่างที่เดินขึ้นบ้าน
ก็เห็นคุณยายค่ะ

คุณยายยืนอยู่หลังรั้ว
โดยบ้านของคุณยายมืดสนิท ไม่ได้เปิดไฟอะไรเลยค่ะ
"หนูๆ มาเอาขนม ยายทำไว้ให้"

คุณยายตะโกนบอกแบบนี้ค่ะ
ภาพที่หลิวเห็นคือคุณยายคนเดิม 
ใส่เสื้อคอกระเช้าเหมือนที่แกชอบใส่
และน้ำเสียงที่ใจดีไม่ต่างจากเดิม

ตอนนั้นเห็นหน้าคุณยายไม่ชัดค่ะ
เพราะมันมืดมาก แต่หลิวก็ไม่ได้เดินเข้าไป
เพราะหลิวเป็นคนกลัวงู แล้วบ้านหลิวต้นไม้เยอะ

หลิวเลยบอกคุณยายว่า
ดึกแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้หลิวค่อยมาเอาตอนเช้า ฝากคุณยายเก็บไว้ก่อน
คุณยายก็ถาม ไม่มาเอาตอนนี้เหรอ
หลิวก็บอกยายค่ะ หลิวไม่กล้าไป หลิวกลัวงู

ยายก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวคุณยายวางไว้ตรงนี้นะ พรุ่งนี้เช้าให้แวะมาเอา
หลิวก็งงๆ ค่ะ ทำไมคุณยายไม่เก็บไปก่อน
แต่ไม่อยากถามเยอะ เลยบอกลาคุณยายแล้วขึ้นบ้านไป

เช้าวันต่อมาหลิวก็ตื่นแต่เช้าค่ะ
ลงไปเอาขนม ซึ่งไม่มี
เลยตะโกนเรียกคุณยายค่ะ (อารมณ์กลัวคนแก่น้อยใจ ไม่ได้เห็นแก่กินนะ อิอิ)

สักพักแม่ก็เดินลงมาค่ะ
ถามว่า เรียกหาใคร
เลยบอกแม่ว่าถามหายายหลังบ้าน

"แกเสียไปปีกว่าแล้ว"

อึ้งเลยค่ะ ...เล่าให้แม่ฟังว่า
เมื่อคืนยังเจออยู่เลย ยายมาเรียกไปเอาขนม

แม่เลยถามว่า เมื่อคืนไม่สงสัยเหรอว่ายายเค้ารู้ได้ไงว่าเราจะกลับมา
ไม่ได้กลับมาตั้งนานแล้ว

เก็บมาคิดก็จริง อย่างที่แม่ว่าจริงๆด้วยค่ะ
แต่ตั้งแต่วันนั้น ก็ไม่ได้เจอยายอีกเลยค่ะ

คิดว่าแกคงเป็นห่วงเรา แกเลยยังไม่ไปไหน
พอได้เจอ เห็นว่าเรามา แกเลยแวะมาหา
แล้วหายห่วง ก็ไปค่ะ

เพราะจากวันนั้น ไม่เจอยายอีกเลยค่ะ

นี่เป็นอีกความผูกพันธ์หนึ่งของคนที่เสียชีวิตไปค่ะ
ถามว่ารู้สึกยังไง ก็รู้สึกดีใจที่ได้เจอคุณยายค่ะ
ได้บอกลา...

คิดว่าแกคงมีความสุข 
จริงๆ หลังจากนั้นแอบมองไปหลังบ้านทุกวัน
ตั้งใจว่าจะบอกลาแบบเป็นทางการ
แต่แกไม่เคยมาอีกเลย จนมีคนมาเช่าบ้านใหม่

เลยคิดว่าแกคงไปแล้วจริงๆ ค่ะ

++++ขอแถมอีก 1 เรื่องสั้นๆ +++
จริงๆ แถวบ้านหลิวคนแก่เยอะค่ะ
ที่นี้มีอีกหลังหนึ่งที่เสียชีวิต
เป็นคุณลุง คุณลุงแกเป็นคนจีน
จะชอบเดินออกกำลังกายช่วงเช้า
ห้องหลิวใกล้ถนน ก็จะได้ยินแกร้องเพลงจีนๆ ของแกตลอด

หลังจากแกเสียไป คนในหมู่บ้านก็บอกว่าแกไม่ได้ไปไหน...
เพราะแกห่วงหมา แกมีหมาที่แกรักมากอยู่ตัวนึงค่ะ
จริงๆ เป็นหมาบ้านหลิวนี่แหละ แต่แกชอบ...
สุดท้ายมันเลย อยู่ทุกบ้านเลย
มันชื่อไจแอ้นท์

วันที่แกเสียไป ไจแอ้นท์มันหอนทั้งวันเลยค่ะ
จนกระทั่งวันเผา
ด้วยความที่เป็นหมู่บ้าน ก็จะมีวัด
ไจแอ้นท์ก็ไปเฝ้าแกวันเผาค่ะ
แต่โดนมาเจ้าถิ่นไล่กัด...
พ่อหลิวต้องไปเอามันกลับมาค่ะ แต่มันไม่ยอมเลย
มันรักลุงมาก กว่าจะเอากลับได้ ไจแอ้นท์เยินไปทั้งตัวค่ะ
ต้องไปหาหมอเลย....เป็นหมาที่รักเจ้าของมากเลยค่ะ
จากนั้นไจแอ้นท์ก็โกรธพ่อหลิวไปเป็นเดือนเลยค่ะ ไม่ยอมเข้าใกล้...

หลังจากจากวันเผา...
ไจแอ้นท์กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมค่ะ
มันชอบวิ่งเหมือนกับเล่นกับใครอยู่ แต่ไม่มีใคร
มันชอบเดินไปรอบหมู่บ้าน เหมือนเดินไปเป็นเพื่อนใครสักคน แต่ไม่มีใคร

จนน่าจะประมาณวันที่ 3 ค่ะ หลิวเริ่มได้ยินเสียงคุณลุงร้องเพลง
เหมือนตอนแกมีชีวิต ถึงไม่มีใคร
เป็นแบบนั้นตลอดจนกระทั่งวันที่ 7
วันที่ 7 เป็นวันสุดท้ายที่ได้ยินแกร้องเพลง
เป็นวันที่ไจแอ้นท์ หอนอยู่ทั้งวัน
จากนั้นก็เงียบไปเลยค่ะ

หลังจากนั้น ไจแอนท์จะหอนเฉพาะวันพระเท่านั้นค่ะ
หลิวไม่รู้เหมือนกันว่าโลกหลังความตายเป็นยังไง

แต่หลิวว่าความผูกพันธ์ มันไม่ได้จำกัดแค่คนเป็นเท่านั้น
มันยังมีเรื่องราวของคนที่เสียชีวิตไปค่ะ
หากเค้ายังมีความผูกพันธ์กับเราอยู่

เห็นมั้ยคะว่าวิญญาณก็ไม่ต่างจากเราเลย...
ถ้าเค้าเสียชีวิตอย่างสงบ...

แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ...เค้าจะเป็นแบบไหน ติดตามต่อในตอนหน้า


เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 8 : เพื่อนข้างห้อง

เสียดายคนตาย ไม่ได้เล่า 6 :ผีตายโหง



มาแล้วค่า
ขอโทษที่มาช้าไปสักนิด

ตอนแรกตั้งใจจะอัพเดตช่วงเย็น
เผอิญงานยุ่นิดหน่อย (อดอู้..)
กลับมาก็ติดบัลลังก์เมฆ

ยาวเลยทีนี้....
เกริ่นมาก

เริ่มค่ะ



วันนี้เป็นเรื่องเล่าของวิญญาณ แบบตายโหง 
ผีตายโหง คือ คนที่เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน แบบไม่ธรรมดาตามธรรมชาติ เช่น ถูกยิง จมน้ำ รถชน ฆ่าตัวตาย เป็นต้น สำหรับการตายทั้งกลมก็ถือว่าเป็นการตายแบบตายโหงเช่นกัน
ผีตายโหงจะเป็นผีที่จิตตก เนื่องจากจิตสุดท้ายก่อนตายอารมณ์ยังติดอยู่กับความหวาดกลัว ความตกใจ ความอาฆาตแค้น ความอาลัยอาวรณ์ ตายทั้งที่ยังทำใจไม่ได้ วิญญาณจึงติดอยู่ในบ่วงแห่งอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ไม่สงบสุข เป็นวิญญาณทรมาน ไม่ยอมรับสภาพปัจจุบันของตัวเอง เลยยังคงเที่ยวปรากฏกายให้คนได้พบได้เห็น ยิ่งถ้าเป็นผีตายโหงที่ตายขณะยังมีความอาฆาตพยาบาทจะมีความดุร้ายเป็นพิเศษ

(เครดิตจาก วิกิพีเดีย ค่ะ)
เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำของวันหนึ่ง
ระหว่างที่หลิวกำลังขับรถกลับบ้านค่ะ
ทางที่หลิวขับรถกลับบ้านจะเป็นถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ มี 4 เลน
และรถขับกันเร็วมาก เพราะเป็นเส้นเลี่ยงเมืองค่ะ
ไม่ค่อยมีแยกไฟแดง ช่วงค่ำๆ ถนนเลยค่อนข้างโล่ง
ระหว่างทางก็ขับรถปกติค่ะ...
ปกติหลิวจะชอบขัยรถเลนขวานะ เป็นคนขับรถเร็วเหมือนกันเวลาถนนโล่งๆ
แต่วันนั้นอารมณ์ไหนไม่รู้ มาขับเลนซ้าย...
อาจจะเป็นอารมณ์ชิล บวกกับขี้เกียจขับเร็ว
เลยเรื่อยๆ อยู่ที่เลนซ้ายค่ะ

ความอันตรายของถนนใหญ่ที่มีสี่เลนคือ
รถยนต์จะขับเร็วมาก
และจังหวัดที่หลิวอยู่ มอเตอร์ไซต์จะไม่ค่อยมีไฟท้ายกัน (ซึ่งรู้มั้ยมันอันตรายมาก)
พอรถขับเร็วมา เห็นไม่ทัน สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุค่ะ...

และวันนี้ก็ไม่ต่างจากวันนั้น
ระหว่างที่หลิวขับรถอยู่ เห็นรถที่ขับสวนทางจากอีกเลนนึง

เป็นรถกระบะ ขับเร็วมาก...ตามปกติ...
แต่ที่แปลกคือ อยู่ดีดี...
รถชนอะไรก็ไม่รู้ เกิดเสียงโครม ...ดังมากเหมือนฟ้าผ่าค่ะ

วินาทีนั้น ตกใจ ชะลอรถเลยค่ะ ....
จำได้ติดตาเลย...คนกระเด็นข้ามเลนจากอีกฝั่งหนึ่ง มาฝั่งหลิว...
หล่นลงบนถนน....ตรงเลนขวาพอดี...
โชคดีมาที่วันนั้นไม่ได้ขับเลนขวา ไม่งั้นชนซ้ำแน่นอนค่ะ
หันไปคือเห็นเลยว่า กระบะชนมอเตอร์ไซต์ค่ะ
ชนแบบเบรกไม่ทันเลย คิดว่าคงไม่เห็น
ตอนนั้นตกใจค่ะ ทำอะไรไม่ถูก

ถามว่าจอดรถดูมั้ย ไม่จอดค่ะ...
ทางมันมืดและไม่มีรถตามมาข้างหลังด้วย
กลัวโดนกระบะยิง เพราะเป็นผู้หญิงคนเดียว
และเห็นเหตุการณ์ด้วย

เลยขับรถเลยไปค่ะ แบบเสียศูนยืเลย ทำอะไรไม่ถูก

พอเลยไปซักพัก ถึงปั้มก็จอดรถค่ะ

ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ...โทร 191 ไม่เป็น
เลยโทรบอกลุงค่ะ (ลุงเป็นตำรวจ)

ยอมรับว่าใจแข็ง และคิดว่าตัวเองโหดร้ายมากเช่นกัน
เพราะไม่ลงไปช่วยอะไรเค้าเลยค่ะ

จริงๆคิดว่า ไปก็ไม่รู้จะช่วยยังไงค่ะ

          อีกใจก็กลัวได้ ไม่เคยเห็นคนประสบอุบัติเหตุค่ะ
กลัวรับไม่ได้ และก็กลัวรถกระบะที่ขับชนคนนั้นด้วย...

พอตั้งสติได้ก็ขับรถกลับบ้านค่ะ
ลุงกำชับหลายครั้งมากว่า ขับไม่ได้ให้รอที่ปั้ม บอกที่บานมารับ
และสั่งห้าม ไม่ให้ไปที่สถานที่เกิดเหตุค่ะ
แต่ด้วยความที่พยายามทำใจแข็ง
ก็ขับกลับบ้านได้เองค่ะ
โชคดีที่ไม่เห็นภาพอะไรติดตา เพราะไม่มอง
ไม่แม้แต่เหลียวหันไปมองเลยตอนนั้น
ก็เลยลดความตกใจไปได้ค่อนข้างเยอะ

        และสบายใจที่ได้บอกตำรวจ แจ้งเหตุแล้ว...
ปลอบใจตัวเองว่าเค้าคงรอด แม้ใจหนึ่งจะตอบว่า
ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะชนแรงมาค่ะ...
กระเด็นข้ามเกาะกลางถนนมาหล่นอีกฝั่งนึงเลย
แรงมากจริงๆ
แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองจนหลับไปค่ะ...

        แล้วคืนนั้นก้ฝัน และเป็นฝันที่น่ากลัวมาก
ฝันว่ามีผู้ชายคนหนึ่งมาหาค่ะ
ตัวโชกเลือก ตรงขาคือบิดงอไม่เป็นรูปเลย...
ที่สำคัญเข้าเดินไม่ได้...
ลากตัวเองมาค่ะ
มาบอกว่าเค้าขออยู่ด้วย ขออยู่ด้วย
พูดแบนี้เลย แล้วลากตัวเข้ามาหาหลิวค่ะ
หลิวก็บอก ไม่เอา ไม่ให้อยู่ จนสะดุ้งตื่นเลย...

      น่ากลัวมาก แต่สุดท้ายไม่เล่าใคร...
คิดว่าเป็นความฝันค่ะ...
ที่บ้านรู้แล้วว่าไปเจออะไรมา

เค้าก็บอกดีแล้วที่ไม่หยุดลงไป
เพราะมันมืดแล้ว ลุงจัดการให้หมดแล้ว...
ไม่ต้องคิดมาก ...แล้วก็รู้ว่าเค้าเสียแล้วค่ะ
คนที่ถูกชน ตายคาทีเลย เป็นผู้ชาย..
อึ้งเลยค่ะ..คือคิดว่าเหมือนในฝัน
แต่ก็บอกตัวเองว่าคิดไปเอง

แต่คืนนั้นฝันอีกค่ะ..

       เจอเค้าแบบนี้อีกแล้ว มาเหมือนเดิมเลย ขออยู่ด้วย...
ไม่มีที่ไป เค้าบอกแบบนี้เลยค่ะ แล้วเค้าก็ร้องไห้

แล้วหลิวคือยอมรับว่าตัวเองทนมาก....

       ปล่อยให้เกิดขึ้นแบบนั้นแหละ
จนวันที่ 3 ก็ยังเจอเค้ามาอีก...

      เค้ามาด้วยสภาพที่น่าสงสารมาก คือเค้าตายยังไง เค้ามาแบบนั้น
      จนเราสงสารแล้วค่ะ
ตัดสินใจไปนุ่งขามห่มขาวให้เค้าที่วัดน่ะค่ะ
          3 วัน 

หลิวเข้าใจว่าเค้าอาจจะมาเพราะเราเป็นคนสุดท้ายที่เห็นเค้าตาย
และเค้าตายโหงด้วยสภาพเลยเป็นแบบนั้น....
ไปถือศีลส่วนหนึ่งอยากทำบุญ อีกส่วนนึงอยากไถ่บาปด้วย
เพราะตอนเค้าโดนชน เราไม่หยุดแม้แต่จะไปดูเค้าเลย
ขับผ่านไปเลย ใจดำมากค่ะ


แล้วตอนที่เค้ามาหาในฝัน
จริงๆ ตอนแรกไม่ค่อยยอมรับค่ะ
เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับตัวเอง...
เป็นคนใจดำคนหนึ่งเลยจริงๆ ในตอนนั้น
แต่สุดท้ายอะไรที่ทำได้ ก็ไปทำให้เค้าค่ะ
ตอนไปวัด ก็ไม่เจอเค้ามาหาอีกเลยค่ะ
พอออกมาล้ว เค้าก็หายไป ไม่เจออีกเลย

คิดว่าคงไปดีแล้วล่ะค่ะ และขอให้เค้าได้ไปดี
เพราะเค้าน่าสงสารมากค่ะ

เรื่องนี้ที่มาเล่า ไม่ได้อยากให้กลัวกัน..
แต่อยากให้เตือนสติค่ะ
ว่าเวลาอยู่บนท้องถนนให้ระมัดระวัง
สิ่งไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น มันอาจไม่ได้ส่งผลแค่ความตาย
แต่มันส่งผลให้วิญญาณของเราต้องทรมาน
กับการติดอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างภพสองภพ

          ผู้ชายที่เสียไปคนนั้นเป็นผู้ชายคนนึงที่เคยมีชีวิต
แล้วคิดดูว่า ผู้ชายคนหนึ่งต้องขอร้องคนอื่นด้วยน้ำตา
ในสภาพที่เค้าเองก็ทำอะไรไม่ได้ มันน่าสังเวชใจขนาดไหน...
รู้เลยค่ะว่า การตายโหงเป็นสิ่งไม่คาดฝัน...
และวิญญาณตายโหงก็น่าสงสารมาก....


    ในขณะที่เรายังมีชีวิต เลยอยากให้รักตัวเองให้มากๆค่ะ
ระมัดระวัง .....
หลิวไม่ขอพูดถึงคนที่ขับขน เพราะคนนั้นก็ได้รับกรรมทางโลก ตามกฏหมายของเค้าไป

 แต่คนตาย ไม่มีวันฟื้น และไม่มีใครช่วยเค้าได้ค่ะ....

ระมัดระวังเสมอเมื่ออยู่บนท้องถนนนะคะ


..........เรื่องน่าจะเป็นอะไร รอติดตามนะคะ.....





     



เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 5 : โรงแรมผีนครสวรรค์



มาแล้วค่า....
วันนี้จะเล่าเกี่ยวกับ ผีที่เจอที่โรงแรมในจ.นครสวรรค์นะคะ
ไม่แน่ใจว่าโรงแรมนี้ปิดไปแล้วหรือยัง.....
และที่สำคัญ...
หลิวจำชื่อโรงแรมไม่ได้แล้วค่ะ
จำได้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


เรื่องมันเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาว ปีใหม่
ครอบครัวหลิวขับรถเดินทางจากเชียงใหม่ไปกทม.
ตอนประมาณใกล้เที่ยงคืน ถึงนครสวรรค์
ก็เลยพักที่นั่นก่อน
แต่เพราะว่าเป็นช่วงเทศกาล
โรงแรมไหนก็ไม่ว่างเลยค่ะ

จนมาเจอโรงแรมหนึ่ง
ไม่ใหญ่มาก ด้านล่างเหมือนเป็นร้านอาหาร...มีบาร์ด้วย
ก็จองไปห้องนึง
บอกเลยว่าโรงแรมเงียบและมืดมาก แทบจะไม่มีคนเลยด้วยซ้ำ

พอขึ้นลิฟเท่านั้นแหละ
น้องสาวหลิวโวยวาย
บอกว่าไม่อยากพักที่นี่ เค้ารู้สึกไม่ดี
จริงๆ ตอนนั้นหลิวก็รู้สึกนะ
แต่สำหรับหลิว หลิวว่าไม่แปลก

แต่น้องหลิวนี่เป็นคนแทบไม่เคยเจอเลย
อยู่ดีดีก็ไม่อยากพักที่นี่ซะงั้น
ถึงขั้นบอกว่ายอมนอนที่รถเลย

แต่สุดท้ายไม่มีใครอนุญาติค่ะ
นางเลยจำเป็นต้องนอนที่นี่

ห้องที่จองเป็นเตียงเดี่ยวสองเตียง
พ่อแม่นอนบนเตียง
หลิวกับน้องนอนข้างล่างค่ะ

ไปถึงก็อาบน้ำนอนกันหมดเลย
น่าจะผ่านไปไม่เกิน 2 ชม.
อยู่ๆ หลิวก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา
เหมือนกับว่านอนไม่หลับน่ะค่ะ

ตื่นมานั่งสักพัก
ตาเริ่มจะปรับและชินกับความมืด
เลยมองไปที่เตียงที่พ่อนอนอยู่ค่ะ
ที่นี้ งานเข้าเลย
เห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่ง นั่งอยู่
ดูผอมโซมากๆ ไม่ใส่เสื้อ ใส่แต่กางเกงเก่าๆ ไม่มีรองเท้า

เค้านั่งอยู่ที่ปลายเท้าพ่อหลิวค่ะ
ยกมือพนมแล้วก้มไหว้ ก้มไหว้
อยู่ตรงปลายเท้าพ่อหลิวตลอดเวลาเลย

น่าสงสารมาก
คือตัวเค้าดำทะมึนแล้วผอมโซแบบเห็นซี่โครงเลยน่ะค่ะ
ก้มไหว้ ก้มไหว้ ไม่ยอมหยุดเลย

ตอนนั้นหลิวรู้ว่า โอเค เราบังเอิญไปเห็นเค้าเองแน่ๆ
โชคดีที่เค้าไม่ทันรู้ตัว
หลิวเลยต้องแกล้งเนียนลงไปนอนเหมือนเดิม
ถ้าเค้ารู้ว่าเราเห็นเดี๋ยวจะซวย

ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น..
แต่จริงๆแล้วนอนไม่หลับค่ะ

ก็นอนอย่างนั้นจนเช้า...
เผลอหลับไปเอง...
ตื่นมานี่รีบเช็คเอ้าท์ออกเลยค่ะ


มาถึงรถ
พ่อบอกว่า ต้องหาที่พักนครสวรรค์อีกวัน
เพราะว่าเมื่อคืนไม่ได้นอนค่ะ
หลิวก็ถามว่าทำไม
พ่อบอกเมื่อคืน
อยู่ดีดีก็ปวดเท้า เหมือนมีคนมานั่งทับ
ตื่นมาดู
เห็นเด็กผู้ชาย ผอมๆ..
นั่งไหว้อยู่ตรงปลายเท้า
เลยไม่กล้าทำอะไรเลย
นอนไม่หลับเลย...

คือเห็นคนเดียวกับที่หลิวเห็นเลยนะค่ะ
แล้วน้องหลิวก็บอกว่า
ที่จะโวยวายกลับก็เพราะแบบนั้นแหละ

ตอนขึ้นลิฟมา
มีผู้หญิงคนนึงขึ้นมาด้วย...
ดีที่เค้าเข้ามาในลิฟไม่ได้ ไม่รู้ทำไม
กลัวมาก....
สรุป  คืนนั้นเจอหนักกันหมดค่ะ
ยกเว้นแม่หลิวคนเดียวที่ไม่เจออะไร

คือเรียกว่าเข็ดกันเลยค่ะ
แบบว่าจากนั้นมา ไม่กล้าไปนอนที่ไหนแบบนั้นอีกเลย

หลังจากวันนั้น...
ก็ไปเล่าให้เพื่อนฟัง
เพราะเพื่อนเป็นคนนครสวรรค์น่ะค่ะ
หลิวก็จำโรงแรมไม่ได้

จำได้แค่ตามที่เล่าไปน่ะค่ะ
แต่เพื่อนบอกว่า น่าจะเป็นโรงแรมนึง
เคยเป็นข่าวดังมาก แล้วเค้าก็เล่าว่าที่นี่เฮี้ยนด้วย
เพราะมีวัยรุ่นฆ่ากันตาย
อายุประมาณ 15-17 นี่แหละค่ะ

ซึ่งหลิวว่าน่าจะใช่เด็กคนนั้น
หลิวคิดว่าการที่เค้าต้องทำอย่างนั้นเพราะเค้ามาขอส่วนบุญน่ะค่ะ
ตายก่อนหมดอายุขัย
ไปไหนก็ไม่ได้
รูปร่างเลยผอมโซ อดอยาก
คงเพราะไม่มีใครทำบุญให้
น่าสงสารมากค่ะ...

เป็นอีกวิญญาณหนึ่งที่เจอ...
ถ้าเค้าฆ่ากันตายจริง จะว่าตายโหงก็น่าจะใช่นะคะ
วิญญาณตนนี้ มาอารมณ์เดียวกับที่เพชรบูรณ์
แต่ของเพชรบูรณ์ พอสัมผัสได้ว่าบาปเค้าไม่ได้หนักมาก....
เค้าแค่ตายเพราะอุบัติเหตุ
และรูปร่างเค้าไม่ได้ดูแย่อะไรขนาดนั้น

แต่กับเด็กวัยรุ่นคนนี้รู้เลยว่า
บาปเค้าคงจะหนักมากเหมือนกันค่ะ
เค้าดูทรมานมาก
ลองคิดดูสภาพวิญญาณที่ต้องก้มไหว ก้มไหว้ทั้งคืนเพื่อขอบุญ
เหมือนเค้าสิ้นหนทางแล้วจริงๆ

และหลิวคิดว่าโรงแรมนี้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ
คนไปพักอาจจะไม่มีด้วย..
แบบนั้นเค้ายิ่งขอบุญจากใครไม่ได้เลย

จะสื่อกับคนก็นับว่ายากแล้ว
เค้าถึงผอมโซขนาดนั้นน่ะค่ะ

อยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องเตือนใจ สำหรับทุกๆคนน่ะค่ะ
หลิวไม่รู้ว่าเด็กคนนั้นเค้าทำอะไรไว้ก่อนตาย
ถึงได้ติดอยู่แบบนั้น....

วิญญาณไม่สามารถสร้างบุญเองได้นะคะ
ถ้าเรายังทำได้ ก็ทำไปเถอะค่ะ
ทำอะไรอยากให้มีสติ อย่าใช้อารมณ์ชั่ววูบ
เราไม่รู้ว่าโลกหลังความตายมีจริงมั้ย

แต่ถ้าตายแล้วต้องเป็นแบบนั้น
หลิวบอกเลยว่าเป็นอะไรที่ทรมานมาก

หลิวเห็นยังหดหู่แทนเลยค่ะ
ปกติกับวิญญาณบางตน เราทำบุญให้
เราจะรู้ว่าคงพอช่วยเค้าได้

แต่กับวิญญาณเด็กคนนี้...
มันรู้สึกว่าช่วยได้น้อยมากเลยค่ะ...
หลิวไม่รู้เลยว่ากรรมอะไร ที่ตามเค้าหนักขนาดนั้น...
แต่สุดท้ายเราก็ทำดีที่สุดแล้วค่ะ
เค้าก็ต้องใช้กรรมของเค้าต่อไป...

สุดท้ายฝากไว้เท่านี้นะคะ...
ทำอะไร ไม่อยากให้ใช้อารมณ์ชั่ววูบ...
แล้วหลิวหวังว่าเรื่องที่หลิวเล่า
จะช่วยเป็นอุทาหรณ์ ให้กับวัยรุ่นคนอื่นๆ...

วัยรุ่นใจร้อนค่ะ เราใช้อารมณ์ชั่ววูบ
แต่ถ้าหากเรามีอารมร์นั้น อย่าลืมคิดถึงเด็กผู้ชายคนนี้นะคะ...

หลิวเชื่อว่า การนึกถึงเค้าเป็นอุทาหรณ์
ไม่เพียงแต่จะช่วยให้เราระงับสติอารมณ์ได้
แต่ยังจะเป็นอานิสงค์ให้กับเด็กคนนั้นด้วยค่ะ
เค้าจะได้หมดเวรหมดกรรมไวไว
เพราะเรื่องราวของเค้าเป็นอุทาหรณ์และเตือนสติให้กับผู้อื่นด้วยค่ะ
ก็เป็นบุญของเค้าไปในตัว


.....
ตอนที่ 6 ...จะเป็นเรื่องผีตายโหงนะคะ วิญญาณที่เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน...
คนที่ตายเพราะแบบนี้ เค้าจะเป็นยังไง
ติดตามได้ในตอนหน้านะคะ

จะอัพวันไหน จะแจ้งอัพเดตที่เพจ โลกสวยไปวันวันนะคะ



++++ช่วงตอบคำถาม++++
พอดีมีคำถามเข้ามาค่ะ
ถ้าเราทำบุญ แต่ปรากฏว่าคนที่เราทำบุญด้วยเป็นพระปลอม คนที่เราทำบุญให้จะได้บุญมั้ย

อันที่จริง หลิวเป็นคนไม่มีความรู้ในเรื่องนี้นะคะ
ตามหลักศาสนาหลิวเลยไม่รู้ว่ายังไง
แต่ถ้าตามประสบการณ์
เวลาเราทำบุญให้ใครน่ะค่ะ  เค้าจะได้รับบุญหรือไม่ได้รับ
มันอยู่ที่ใจของคนทำค่ะ
ถ้าใจเราให้ ไม่ว่าเราจะทำที่วัด ทำกับพระปลอม พระจริง
หรือไม่ต้องไปที่วัดเลยก็ได้ แค่อนุโมทนา แผ่เมตตาอยู่ที่บ้าน เค้าก็ดายค่ะ
ได้บุญไม่ได้บุญ อยู่ที่ใจของผู้ให้ล้วนๆ เลยค่ะ
ส่วนพระปลอม หรือการทำบุญปลอม เงินที่เค้าเอาจากเราไปและไม่ได้เอาไปทำบุญจริง
คนหลอกลวง มิจฉาชีพพวกนี้ กรรมจะตกกับเค้าเองค่ะ

บุญกับกรรมมันจะแยกกันค่ะ
บุญคือบุญ กรรมคือกรรม
เราทำกรรมไว้ ไม่มีบุญไหนมาลบล้างได้ค่ะ
นอกเสียจากว่าเจ้ากรรมนายเวรเค้าอโหสิให้เราเองน่ะค่ะ

เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากทำบุญ ทำไปเลยค่ะ
ไม่ต้องสนใจว่าหลอกลวง มิจฉาชีพ หรืออะไร
อยู่ที่ใจเราล้วนๆค่ะ ส่วนใครที่หาประโยชน์จากเรื่องนี้ กรรมจะตกที่ตัวเค้าเองค่ะ

คำตอบนี้มาจากประสบการณ์นะคะ ...
ไม่อยากให้เชื่อทั้งหมด แต่ให้มองเป็นการแสดงความคิดเห็นมากกว่าค่ะ
เพระาโดยส่วนตัวหลิวไม่ใช่คนที่จะเรียกว่า พุทธศาสนิกชนที่ดีสักเท่าไหร่

เข้าวัดน้อยมาก ถึงมากที่สุดค่ะ
ประมาณเจอผีที เข้าไปทำบุญทีนึงค่ะ

มีอะไรถามไว้ได้นะคะ...ถ้าตอบได้จะตอบค่ะ
แต่ไม่อยากให้คิดว่า คำตอบหลิวจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง...
แค่อยากให้คิดว่า เป็นเรื่องเล่าจากมุมมองของคนๆหนึ่งแค่นั้นพอค่ะ