เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 7 : เพื่อนข้างบ้าน



เชื่อว่าหลายๆ คนคงมี "เพื่อนบ้าน" หรือถ้าเป็นคอนโด อพาร์ทเม้น 

ก็ย่อมมีเพื่อนร่วมชั้น ร่วมอาคาร...เคยคิดมั้ยคะ 

หากวันหนึ่ง พวกเขาเสียชีวิตไป แล้วจะเป็นยังไง

เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 7 : 

"เพื่อนข้างบ้าน" 

ทำยังไง หากพวกเขา ไม่ใช่คนเป็นอีกแล้ว...

‪#‎ผี‬ ‪#‎สยองขวัญ‬ ‪#‎เสียดายคนตายไม่ได้เล่า‬



วันนี้จะมาเล่าเรื่องราวของเพื่อนข้างบ้านค่ะ...

จริงๆ ไม่ใช่ข้างบ้านหรอก หลังบ้านมากกว่า
สมัยหลิวอยู่ม.ปลาย หลังบ้านที่ติดกั้นเพียงรั้วกั้น
จะมีคุณยายท่านหนึ่งอาศัยอยู่

คุณยายชอบไปขายขนมที่ตลาด
และถ้าเจอระหว่างทาง ก็จะรับกลับมาด้วยกันตลอดค่ะ

เวลาคุณยายทำขนม แกก็จะชอบเรียกให้หลิวไปเอา
โดยหลิวจะเดินไปที่รั้วหลังบ้าน

แล้วแกก็จะยื่นขนมมาให้ตลอด

ขนมที่คุณยายทำอร่อยมากเลยค่ะ
แต่หลิวไม่รู้เรียกว่าอะไร ข้างในเป็นไส้ถั่ว

บางวันข้างนอกก็เคลือบน้ำตาล
บางวันก็ไม่ได้เคลือบ...

คุณยายให้ขนมเกือบทุกวันที่ไปขายของ
เงินแกก็ไม่ยอมเอา...
หลังเลยชอบซื้อนมผง หรือของบำรุงร่างกายไปแลกกับแกแทนค่ะ

คุณยายอาศัยอยู่ที่บ้านนั้นคนเดียว
เพราะหลานซื้อไว้ให้ กลับมาอาทิตย์ละครั้ง

พอหลิวเข้ามหาวิทยาลัย 
ต้องอยู่หอใน
ก็เลยไม่ค่อยได้กลับบ้านอีกเลย

จนวันหนึ่ง หลิวก็กลับมาที่บ้านค่ะ
วันนั้นถึงบ้านดึกมาก เกือบเที่ยงคืนแล้ว

หลิวก็เดินเข้าบ้านปกติ
ระหว่างที่เดินขึ้นบ้าน
ก็เห็นคุณยายค่ะ

คุณยายยืนอยู่หลังรั้ว
โดยบ้านของคุณยายมืดสนิท ไม่ได้เปิดไฟอะไรเลยค่ะ
"หนูๆ มาเอาขนม ยายทำไว้ให้"

คุณยายตะโกนบอกแบบนี้ค่ะ
ภาพที่หลิวเห็นคือคุณยายคนเดิม 
ใส่เสื้อคอกระเช้าเหมือนที่แกชอบใส่
และน้ำเสียงที่ใจดีไม่ต่างจากเดิม

ตอนนั้นเห็นหน้าคุณยายไม่ชัดค่ะ
เพราะมันมืดมาก แต่หลิวก็ไม่ได้เดินเข้าไป
เพราะหลิวเป็นคนกลัวงู แล้วบ้านหลิวต้นไม้เยอะ

หลิวเลยบอกคุณยายว่า
ดึกแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้หลิวค่อยมาเอาตอนเช้า ฝากคุณยายเก็บไว้ก่อน
คุณยายก็ถาม ไม่มาเอาตอนนี้เหรอ
หลิวก็บอกยายค่ะ หลิวไม่กล้าไป หลิวกลัวงู

ยายก็บอกว่า งั้นเดี๋ยวคุณยายวางไว้ตรงนี้นะ พรุ่งนี้เช้าให้แวะมาเอา
หลิวก็งงๆ ค่ะ ทำไมคุณยายไม่เก็บไปก่อน
แต่ไม่อยากถามเยอะ เลยบอกลาคุณยายแล้วขึ้นบ้านไป

เช้าวันต่อมาหลิวก็ตื่นแต่เช้าค่ะ
ลงไปเอาขนม ซึ่งไม่มี
เลยตะโกนเรียกคุณยายค่ะ (อารมณ์กลัวคนแก่น้อยใจ ไม่ได้เห็นแก่กินนะ อิอิ)

สักพักแม่ก็เดินลงมาค่ะ
ถามว่า เรียกหาใคร
เลยบอกแม่ว่าถามหายายหลังบ้าน

"แกเสียไปปีกว่าแล้ว"

อึ้งเลยค่ะ ...เล่าให้แม่ฟังว่า
เมื่อคืนยังเจออยู่เลย ยายมาเรียกไปเอาขนม

แม่เลยถามว่า เมื่อคืนไม่สงสัยเหรอว่ายายเค้ารู้ได้ไงว่าเราจะกลับมา
ไม่ได้กลับมาตั้งนานแล้ว

เก็บมาคิดก็จริง อย่างที่แม่ว่าจริงๆด้วยค่ะ
แต่ตั้งแต่วันนั้น ก็ไม่ได้เจอยายอีกเลยค่ะ

คิดว่าแกคงเป็นห่วงเรา แกเลยยังไม่ไปไหน
พอได้เจอ เห็นว่าเรามา แกเลยแวะมาหา
แล้วหายห่วง ก็ไปค่ะ

เพราะจากวันนั้น ไม่เจอยายอีกเลยค่ะ

นี่เป็นอีกความผูกพันธ์หนึ่งของคนที่เสียชีวิตไปค่ะ
ถามว่ารู้สึกยังไง ก็รู้สึกดีใจที่ได้เจอคุณยายค่ะ
ได้บอกลา...

คิดว่าแกคงมีความสุข 
จริงๆ หลังจากนั้นแอบมองไปหลังบ้านทุกวัน
ตั้งใจว่าจะบอกลาแบบเป็นทางการ
แต่แกไม่เคยมาอีกเลย จนมีคนมาเช่าบ้านใหม่

เลยคิดว่าแกคงไปแล้วจริงๆ ค่ะ

++++ขอแถมอีก 1 เรื่องสั้นๆ +++
จริงๆ แถวบ้านหลิวคนแก่เยอะค่ะ
ที่นี้มีอีกหลังหนึ่งที่เสียชีวิต
เป็นคุณลุง คุณลุงแกเป็นคนจีน
จะชอบเดินออกกำลังกายช่วงเช้า
ห้องหลิวใกล้ถนน ก็จะได้ยินแกร้องเพลงจีนๆ ของแกตลอด

หลังจากแกเสียไป คนในหมู่บ้านก็บอกว่าแกไม่ได้ไปไหน...
เพราะแกห่วงหมา แกมีหมาที่แกรักมากอยู่ตัวนึงค่ะ
จริงๆ เป็นหมาบ้านหลิวนี่แหละ แต่แกชอบ...
สุดท้ายมันเลย อยู่ทุกบ้านเลย
มันชื่อไจแอ้นท์

วันที่แกเสียไป ไจแอ้นท์มันหอนทั้งวันเลยค่ะ
จนกระทั่งวันเผา
ด้วยความที่เป็นหมู่บ้าน ก็จะมีวัด
ไจแอ้นท์ก็ไปเฝ้าแกวันเผาค่ะ
แต่โดนมาเจ้าถิ่นไล่กัด...
พ่อหลิวต้องไปเอามันกลับมาค่ะ แต่มันไม่ยอมเลย
มันรักลุงมาก กว่าจะเอากลับได้ ไจแอ้นท์เยินไปทั้งตัวค่ะ
ต้องไปหาหมอเลย....เป็นหมาที่รักเจ้าของมากเลยค่ะ
จากนั้นไจแอ้นท์ก็โกรธพ่อหลิวไปเป็นเดือนเลยค่ะ ไม่ยอมเข้าใกล้...

หลังจากจากวันเผา...
ไจแอ้นท์กลับมาร่าเริงเหมือนเดิมค่ะ
มันชอบวิ่งเหมือนกับเล่นกับใครอยู่ แต่ไม่มีใคร
มันชอบเดินไปรอบหมู่บ้าน เหมือนเดินไปเป็นเพื่อนใครสักคน แต่ไม่มีใคร

จนน่าจะประมาณวันที่ 3 ค่ะ หลิวเริ่มได้ยินเสียงคุณลุงร้องเพลง
เหมือนตอนแกมีชีวิต ถึงไม่มีใคร
เป็นแบบนั้นตลอดจนกระทั่งวันที่ 7
วันที่ 7 เป็นวันสุดท้ายที่ได้ยินแกร้องเพลง
เป็นวันที่ไจแอ้นท์ หอนอยู่ทั้งวัน
จากนั้นก็เงียบไปเลยค่ะ

หลังจากนั้น ไจแอนท์จะหอนเฉพาะวันพระเท่านั้นค่ะ
หลิวไม่รู้เหมือนกันว่าโลกหลังความตายเป็นยังไง

แต่หลิวว่าความผูกพันธ์ มันไม่ได้จำกัดแค่คนเป็นเท่านั้น
มันยังมีเรื่องราวของคนที่เสียชีวิตไปค่ะ
หากเค้ายังมีความผูกพันธ์กับเราอยู่

เห็นมั้ยคะว่าวิญญาณก็ไม่ต่างจากเราเลย...
ถ้าเค้าเสียชีวิตอย่างสงบ...

แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ...เค้าจะเป็นแบบไหน ติดตามต่อในตอนหน้า


เสียดาย คนตายไม่ได้เล่า 8 : เพื่อนข้างห้อง

เสียดายคนตาย ไม่ได้เล่า 6 :ผีตายโหง



มาแล้วค่า
ขอโทษที่มาช้าไปสักนิด

ตอนแรกตั้งใจจะอัพเดตช่วงเย็น
เผอิญงานยุ่นิดหน่อย (อดอู้..)
กลับมาก็ติดบัลลังก์เมฆ

ยาวเลยทีนี้....
เกริ่นมาก

เริ่มค่ะ



วันนี้เป็นเรื่องเล่าของวิญญาณ แบบตายโหง 
ผีตายโหง คือ คนที่เสียชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน แบบไม่ธรรมดาตามธรรมชาติ เช่น ถูกยิง จมน้ำ รถชน ฆ่าตัวตาย เป็นต้น สำหรับการตายทั้งกลมก็ถือว่าเป็นการตายแบบตายโหงเช่นกัน
ผีตายโหงจะเป็นผีที่จิตตก เนื่องจากจิตสุดท้ายก่อนตายอารมณ์ยังติดอยู่กับความหวาดกลัว ความตกใจ ความอาฆาตแค้น ความอาลัยอาวรณ์ ตายทั้งที่ยังทำใจไม่ได้ วิญญาณจึงติดอยู่ในบ่วงแห่งอารมณ์ต่างๆ เหล่านั้น ไม่สงบสุข เป็นวิญญาณทรมาน ไม่ยอมรับสภาพปัจจุบันของตัวเอง เลยยังคงเที่ยวปรากฏกายให้คนได้พบได้เห็น ยิ่งถ้าเป็นผีตายโหงที่ตายขณะยังมีความอาฆาตพยาบาทจะมีความดุร้ายเป็นพิเศษ

(เครดิตจาก วิกิพีเดีย ค่ะ)
เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงหัวค่ำของวันหนึ่ง
ระหว่างที่หลิวกำลังขับรถกลับบ้านค่ะ
ทางที่หลิวขับรถกลับบ้านจะเป็นถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ มี 4 เลน
และรถขับกันเร็วมาก เพราะเป็นเส้นเลี่ยงเมืองค่ะ
ไม่ค่อยมีแยกไฟแดง ช่วงค่ำๆ ถนนเลยค่อนข้างโล่ง
ระหว่างทางก็ขับรถปกติค่ะ...
ปกติหลิวจะชอบขัยรถเลนขวานะ เป็นคนขับรถเร็วเหมือนกันเวลาถนนโล่งๆ
แต่วันนั้นอารมณ์ไหนไม่รู้ มาขับเลนซ้าย...
อาจจะเป็นอารมณ์ชิล บวกกับขี้เกียจขับเร็ว
เลยเรื่อยๆ อยู่ที่เลนซ้ายค่ะ

ความอันตรายของถนนใหญ่ที่มีสี่เลนคือ
รถยนต์จะขับเร็วมาก
และจังหวัดที่หลิวอยู่ มอเตอร์ไซต์จะไม่ค่อยมีไฟท้ายกัน (ซึ่งรู้มั้ยมันอันตรายมาก)
พอรถขับเร็วมา เห็นไม่ทัน สุดท้ายก็เกิดอุบัติเหตุค่ะ...

และวันนี้ก็ไม่ต่างจากวันนั้น
ระหว่างที่หลิวขับรถอยู่ เห็นรถที่ขับสวนทางจากอีกเลนนึง

เป็นรถกระบะ ขับเร็วมาก...ตามปกติ...
แต่ที่แปลกคือ อยู่ดีดี...
รถชนอะไรก็ไม่รู้ เกิดเสียงโครม ...ดังมากเหมือนฟ้าผ่าค่ะ

วินาทีนั้น ตกใจ ชะลอรถเลยค่ะ ....
จำได้ติดตาเลย...คนกระเด็นข้ามเลนจากอีกฝั่งหนึ่ง มาฝั่งหลิว...
หล่นลงบนถนน....ตรงเลนขวาพอดี...
โชคดีมาที่วันนั้นไม่ได้ขับเลนขวา ไม่งั้นชนซ้ำแน่นอนค่ะ
หันไปคือเห็นเลยว่า กระบะชนมอเตอร์ไซต์ค่ะ
ชนแบบเบรกไม่ทันเลย คิดว่าคงไม่เห็น
ตอนนั้นตกใจค่ะ ทำอะไรไม่ถูก

ถามว่าจอดรถดูมั้ย ไม่จอดค่ะ...
ทางมันมืดและไม่มีรถตามมาข้างหลังด้วย
กลัวโดนกระบะยิง เพราะเป็นผู้หญิงคนเดียว
และเห็นเหตุการณ์ด้วย

เลยขับรถเลยไปค่ะ แบบเสียศูนยืเลย ทำอะไรไม่ถูก

พอเลยไปซักพัก ถึงปั้มก็จอดรถค่ะ

ตอนนั้นไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ...โทร 191 ไม่เป็น
เลยโทรบอกลุงค่ะ (ลุงเป็นตำรวจ)

ยอมรับว่าใจแข็ง และคิดว่าตัวเองโหดร้ายมากเช่นกัน
เพราะไม่ลงไปช่วยอะไรเค้าเลยค่ะ

จริงๆคิดว่า ไปก็ไม่รู้จะช่วยยังไงค่ะ

          อีกใจก็กลัวได้ ไม่เคยเห็นคนประสบอุบัติเหตุค่ะ
กลัวรับไม่ได้ และก็กลัวรถกระบะที่ขับชนคนนั้นด้วย...

พอตั้งสติได้ก็ขับรถกลับบ้านค่ะ
ลุงกำชับหลายครั้งมากว่า ขับไม่ได้ให้รอที่ปั้ม บอกที่บานมารับ
และสั่งห้าม ไม่ให้ไปที่สถานที่เกิดเหตุค่ะ
แต่ด้วยความที่พยายามทำใจแข็ง
ก็ขับกลับบ้านได้เองค่ะ
โชคดีที่ไม่เห็นภาพอะไรติดตา เพราะไม่มอง
ไม่แม้แต่เหลียวหันไปมองเลยตอนนั้น
ก็เลยลดความตกใจไปได้ค่อนข้างเยอะ

        และสบายใจที่ได้บอกตำรวจ แจ้งเหตุแล้ว...
ปลอบใจตัวเองว่าเค้าคงรอด แม้ใจหนึ่งจะตอบว่า
ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะชนแรงมาค่ะ...
กระเด็นข้ามเกาะกลางถนนมาหล่นอีกฝั่งนึงเลย
แรงมากจริงๆ
แต่ก็พยายามปลอบใจตัวเองจนหลับไปค่ะ...

        แล้วคืนนั้นก้ฝัน และเป็นฝันที่น่ากลัวมาก
ฝันว่ามีผู้ชายคนหนึ่งมาหาค่ะ
ตัวโชกเลือก ตรงขาคือบิดงอไม่เป็นรูปเลย...
ที่สำคัญเข้าเดินไม่ได้...
ลากตัวเองมาค่ะ
มาบอกว่าเค้าขออยู่ด้วย ขออยู่ด้วย
พูดแบนี้เลย แล้วลากตัวเข้ามาหาหลิวค่ะ
หลิวก็บอก ไม่เอา ไม่ให้อยู่ จนสะดุ้งตื่นเลย...

      น่ากลัวมาก แต่สุดท้ายไม่เล่าใคร...
คิดว่าเป็นความฝันค่ะ...
ที่บ้านรู้แล้วว่าไปเจออะไรมา

เค้าก็บอกดีแล้วที่ไม่หยุดลงไป
เพราะมันมืดแล้ว ลุงจัดการให้หมดแล้ว...
ไม่ต้องคิดมาก ...แล้วก็รู้ว่าเค้าเสียแล้วค่ะ
คนที่ถูกชน ตายคาทีเลย เป็นผู้ชาย..
อึ้งเลยค่ะ..คือคิดว่าเหมือนในฝัน
แต่ก็บอกตัวเองว่าคิดไปเอง

แต่คืนนั้นฝันอีกค่ะ..

       เจอเค้าแบบนี้อีกแล้ว มาเหมือนเดิมเลย ขออยู่ด้วย...
ไม่มีที่ไป เค้าบอกแบบนี้เลยค่ะ แล้วเค้าก็ร้องไห้

แล้วหลิวคือยอมรับว่าตัวเองทนมาก....

       ปล่อยให้เกิดขึ้นแบบนั้นแหละ
จนวันที่ 3 ก็ยังเจอเค้ามาอีก...

      เค้ามาด้วยสภาพที่น่าสงสารมาก คือเค้าตายยังไง เค้ามาแบบนั้น
      จนเราสงสารแล้วค่ะ
ตัดสินใจไปนุ่งขามห่มขาวให้เค้าที่วัดน่ะค่ะ
          3 วัน 

หลิวเข้าใจว่าเค้าอาจจะมาเพราะเราเป็นคนสุดท้ายที่เห็นเค้าตาย
และเค้าตายโหงด้วยสภาพเลยเป็นแบบนั้น....
ไปถือศีลส่วนหนึ่งอยากทำบุญ อีกส่วนนึงอยากไถ่บาปด้วย
เพราะตอนเค้าโดนชน เราไม่หยุดแม้แต่จะไปดูเค้าเลย
ขับผ่านไปเลย ใจดำมากค่ะ


แล้วตอนที่เค้ามาหาในฝัน
จริงๆ ตอนแรกไม่ค่อยยอมรับค่ะ
เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องแบบนี้กับตัวเอง...
เป็นคนใจดำคนหนึ่งเลยจริงๆ ในตอนนั้น
แต่สุดท้ายอะไรที่ทำได้ ก็ไปทำให้เค้าค่ะ
ตอนไปวัด ก็ไม่เจอเค้ามาหาอีกเลยค่ะ
พอออกมาล้ว เค้าก็หายไป ไม่เจออีกเลย

คิดว่าคงไปดีแล้วล่ะค่ะ และขอให้เค้าได้ไปดี
เพราะเค้าน่าสงสารมากค่ะ

เรื่องนี้ที่มาเล่า ไม่ได้อยากให้กลัวกัน..
แต่อยากให้เตือนสติค่ะ
ว่าเวลาอยู่บนท้องถนนให้ระมัดระวัง
สิ่งไม่คาดฝันที่เกิดขึ้น มันอาจไม่ได้ส่งผลแค่ความตาย
แต่มันส่งผลให้วิญญาณของเราต้องทรมาน
กับการติดอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างภพสองภพ

          ผู้ชายที่เสียไปคนนั้นเป็นผู้ชายคนนึงที่เคยมีชีวิต
แล้วคิดดูว่า ผู้ชายคนหนึ่งต้องขอร้องคนอื่นด้วยน้ำตา
ในสภาพที่เค้าเองก็ทำอะไรไม่ได้ มันน่าสังเวชใจขนาดไหน...
รู้เลยค่ะว่า การตายโหงเป็นสิ่งไม่คาดฝัน...
และวิญญาณตายโหงก็น่าสงสารมาก....


    ในขณะที่เรายังมีชีวิต เลยอยากให้รักตัวเองให้มากๆค่ะ
ระมัดระวัง .....
หลิวไม่ขอพูดถึงคนที่ขับขน เพราะคนนั้นก็ได้รับกรรมทางโลก ตามกฏหมายของเค้าไป

 แต่คนตาย ไม่มีวันฟื้น และไม่มีใครช่วยเค้าได้ค่ะ....

ระมัดระวังเสมอเมื่ออยู่บนท้องถนนนะคะ


..........เรื่องน่าจะเป็นอะไร รอติดตามนะคะ.....





     



ความหวัง (เรื่องสั้น)

วันนี้มาเขียนเรื่องสั้นค่ะ...
มันเกิดจากความคิดชั่วครู่ระยะหนึ่ง 
เลยมาเขียน....



        ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่ง....
ในวันที่ทุกอย่างดูเงียบสงบไปหมด
นาฬิกาที่หัวเตียงหยุดนิ่ง
บางที่ถ่านมันอาจจะหมด หรือพังไปแล้วก็เป็นได้
ฉันค่อยๆลุกจากเตียงช้าๆ
ที่พักฉันเป็นอพาร์ทเม้นเก่าๆแห่งหนึ่ง
ฉันเลือกที่จะอยู่ที่นี่เพราะราคามันถูก
และห้องก็กว้างใช้ได้ทีเดียว
อีกอย่างมันเป็นอพาร์ทเม้นที่อยู่กลางเมือง 
เดินทางได้สะดวก แต่ราคาถูกจนน่าใจหาย 
ตึกที่ฉันอยู่สูงมาก มีทั้งหมด 25 ชั้น 
แต่มันเปิดถึงแค่ชั้น 5 
ฉันอยู่ที่ชั้นสอง ในราคาแค่พันต้นๆ 
สำหรับอพาร์ทเม้นกลางเมือง 
จริงๆนะ นี่เป็นเรื่องจริง 
ใครๆก็บอกว่าที่นี่มีผี 
เพราะมันเคยเกิดไฟใหม้ที่ชั้นบน คนตายก็ค่อนข้างเยอะ 
แต่ฉันก็ไม่เคยเจอผีที่ว่าสักที 
ฉันอยู่ที่นี่อย่างสงบสุข จนกระทั่งวันนี้ 
ที่มันดูจะสงบสุขมากกว่าปกติ

ปกติมันจะต้องมีเสียงรถวิ่ง 
หรือไม่ก็ต้องมีเสียงทะเลาะกันของห้องข้างๆ
แต่วันนี้เงียบมาก
น่าแปลกที่ไม่ได้ยินเสียงรถวิ่งเลย
ในที่สุด ฉันก็ตัดสินใจเดินไปที่หน้าต่าง
แล้วชะโงกหน้าออกไปดูข้างๆตึกที่ติดกับถนนใหญ่
มันน่าแปลกมาก 
ปกติถนนเส้นนี้จะมีรถวิ่งอยู่ตลอดเวลาเพราะมันอยู่
ใกล้กับมหาวิทยาลัย
แต่วันนี้ไม่มีรถเลยแม้แต่คันเดียว


http://www.pexels.com/photo/black-and-white-city-train-metal-6703/


บางทีมันอาจจะเกิดการปฏิวัติอะไรสักอย่าง
ฉันคิดในใจพร้อมกับตัดสินใจเดินออกมานอกห้อง
มันอาจจะเกิดขึ้นในตอนเช้า
และนี่มันบ่ายกว่าแล้ว
ฉันเลยไม่ได้รับรู้อะไร
อีกอย่างห้องที่ชั้นอยู่ก็ไม่มีโทรทัศน์เสียด้วย
ฉันเอาโทรทัศน์ไปขายทิ้ง
ตั้งแต่ฉันไม่มีเงินจ่ายค่าเคเบิ้ลทีวี
และในช่องฟรีทีวีก็มีแต่ละครน้ำเน่า
ที่ผู้หญิงเอาแต่ตบกันแย่งผู้ชาย
หรือไม่ก็ละครประเภทเมียหลวง-เมียน้อย
และรายการเปิดแผ่นป้ายสุดน่าเบื่อ
ที่มาพร้อมกับตลกมุกฝืดๆ
สิ่งเหล่านี้มันทำให้ฉันตัดสินใจเอาโทรทัศน์ไปขายซะ
แล้วเลือกอ่านข่าวสารจากในอินเทอร์เนตแทน

และนั่นคือเหตุผลที่ฉันตัดสินใจเดินออกมาข้างนอก
ตั้งใจว่าจะไปถามเพื่อนในที่ทำงาน
แต่เมือ่เดินออกมาข้างล่างตึก
ฉันก็ไม่พบใครซักคน
รปภ.ที่ตึกก็ไม่อยู่
ทั้งๆที่จะต้องมีคนอยู่เฝ้าป้อมยามเสมอ
บ้านข้างๆที่ปกติจะมีคนอยู่ก็ดูเงียบเชียบเหมือนบ้านร้าง
แม้แต่สุนัขที่พวกเค้าเลี้ยงไว้ก็ไม่มี
ฉันเดินมาตามทางที่ไร้ซึ่งผู้คน
จนเจอกับร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชม.


ฉันจึงเข้าไปเพื่อหาใครสักคน
แต่เมื่อเสียงกริ่งอัตโนมัติที่ติดประตูดังขึ้น
ฉันกลับไม่ได้ยินเสียงทักทายจากแคชเชียร์เหมือนปกติ
ฉันหันไปมองที่เคาเตอร์แคชเชียร์
มันไม่มีใครอยู่เลย และในร้านก็ไม่มีลูกค้าด้วย
ไฟยังคงส่องสว่าง แอร์คอนดิชันเนอร์ยังคงทำงาน ตู้ขายน้ำยังเปิดอยู่
ทุกอย่างเป็นปกติ แค่ไม่มีคนเท่านั้นเอง

นี่มันเกิดอะไรขึ้น
นี่ฉันกำลังฝันไปหรือเปล่า
หรือคำขอของฉันได้กลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว
ฉันเคยคิดว่าถ้าโลกนี้ไม่มีคน คงน่าอยู่ขึ้นเยอะเลย
ฉันคนเดียวคงได้ครอบครองทุกอย่าง
เมื่อคิดได้ดังนั้น ฉันก็ลองเดินสำรวจดูทั่วๆ
มันไม่มีคนเลยจริงๆ
ฉันตัดสินใจกลับไปที่อพาร์ทเม้น แล้วขับรถออกมาข้างนอก
ไปที่ออฟฟิสที่ฉันทำงานอยู่
แล้วมันก็ไม่ต่างจากที่ฉันคิดเลย
ในออฟฟิสไม่มีใครสักคน
ไฟยังคงส่องสว่าง แอร์คอนดิชันเนอร์ยังคงเปิดอยู่เหมือนเมื่อวานที่ฉันเข้ามาทำงาน

สุดท้าย วันนั้นฉันจึงใช้เวลาทั้งวันเพื่อสำรวจสถานที่ต่างๆ
ฉันไปที่ห้างสรรพสินค้า
ซึ่งไม่มีคนเลย แต่ทุกอย่างยังเป็นปกติ
ร้านขายไก่ชื่อดังยังคงมีไก่อุ่นๆอยู่ในตู้
ฉันเลือกที่จะหยิบมันมากินนิดหน่อยด้วยความหิว
และเดินสำรวจห้างใหญ่ต่อ
น่าแปลกที่ในห้างไม่มีใครเลยทั้งๆที่ทุกอย่างเป็นปกติ
แล้วฉันก็นึกสนุกเดินไปที่ร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่ชาตินี้ฉันคงไม่มีปัญญาได้ใช้
หยิบชุดขึ้นมาลอง พร้อมกับหยิบกระเป๋ารุ่นออกใหม่ล่าสุดที่ใครๆก็อยากได้ออกมา
ทันทีที่ฉันเดินผ่านประตู
สัญญาณกันขโมยก็ส่งเสียงดัง
ฉันยืนรออยู่ตรงนั้นเพื่อหวังจะเจอรปภ.วิ่งเข้ามา
ใช่...ฉันรู้สึกอยากเจอใครสักคน
แต่ไม่มี
สุดท้ายฉันก็ตัดสินใจเดินออกมาให้พ้นจากรัศมีเครื่องกันขโมย
และหิ้วกระเป๋าใบเกือบแสนนั้นกลับห้อง
น่าแปลกจริงๆ...

ฉันกลับมาถึงที่พักตอนกลางคืน
และเหนื่อยเกินกว่าจะคิดอะไร เ
พราะได้สำรวจไปทั่วตัวเมืองทั้งวัน
สุดท้ายฉันก็หลับเป็นตาย
และคิดว่าเมื่อตื่นขึ้นมามันอาจเป็นแค่ความฝัน...

แต่มันกลับไม่ใช่
เมื่อฉันตื่นมา ฉันก็พบว่านาฬิกายังคงตายเหมือนเดิม
และกระเป๋าราคาเป็นแสนที่กำลังโด่งดัง
ยังคงวางอยู่ที่โต๊ะเครื่องแป้งของฉัน
ถนนยังเงียบสงบ
มันเกิดอะไรขึ้น....
ถ้าเป็นคนอื่นๆคงตั้งคำถาม
และพยายามหาคำตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
หรือไม่งั้นพวกเขาก็คงต้องเดือดร้อนกันบ้างแหละ...
แต่สำหรับฉันนั้นไม่เลย
ฉันไม่ได้รู้สึกอะไร ออกจะดีใจเสียด้วยซ้ำที่อยู่ดีๆคนก็หายไปหมดโลก
และฉันก็กลายเป็นเจ้าของโลกนี้เพียงคนเดียว
เมื่อคิดได้แบบนั้น
ฉันก็รีบตรงไปยังออฟฟิสทันที...
ออฟฟิสที่ไร้คน แต่ทุกอย่างยังปกติ....
ฉันหยิบกุญแจไขเข้าไปในห้องส่วนตัวของเจ้านาย
และหยิบกุญแจรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ที่เจ้านายเก็บไว้ในลิ้นชัก...
ฉันอยากได้มันมานานแล้ว
และอีกอย่างฉันไม่รู้ว่าผู้คนจะกลับมาเมื่อไหร่
ขอยืมมาขับหน่อยคงไม่ผิดอะไรมั้ง

ฉันขับรถไปทั่ว ไปโรงแรมโก้หรู
และใช้ชีวิตอยู่ในนั้นสองสามวัน...
มันเป็นอะไรที่พิเศษมาก เมื่อทุกอย่างเป็นปกติ
สถานที่แต่ละแห่งยังเปิดทำการ แต่แค่ไม่มีคนอยู่เท่านั้นเอง
ฉันใช้ชีวิตอย่างหรูหรา
ในห้องครัวของภัตราคารใหญ่ก็มีอาหารที่เตรียมไว้เรียบร้อย
ซึ่งฉันสามารถไปหยิบมากินได้โดยไม่มีใครรู้เลย...
ฉันไปที่ห้างสรรพสินค้าและสามารถช้อปปิ้งได้โดยไม่ต้องจ่ายเงินซักบาท
ทุกอย่างเป็นของฉัน....
ฉันคิดว่าฉันกำลังเป็นคนที่มีความสุขที่สุดในโลก
ฉันคือพระเจ้า...
และฉันก็ไม่ต้องการใครเลย 
มันดีทีเดียวที่ไม่มีใครมาแย่งของๆฉัน
ฉันใช้ชีวิตอย่างหรูรา ฟู่ฟ่า มีความสุขกับการได้สัมผัสถึงชีวิตที่ฉันไม่เคยได้มี...

จนเวลาผ่านไปนาน...
นานเท่าไหร่ฉันก็จำไม่ได้
เพราะตั้งแต่ที่โลกนี้ไม่มีคน
ฉันก็ไม่เคยสนใจเรื่องเวลาอีก

วันหนึ่งฉันตื่นขึ้นมา พร้อมกับทำตัวตามปกติ
ตั้งใจว่าจะไปหาของกินในร้านดังๆ
และไปช้อปปิ้งซักนิดหน่อยเหมือนเดิม...
แต่ช่วงหลังนี้ ฉันยอมรับว่าฉันเริ่มเบื่อ...
และความเบื่อมันทำให้ฉันเริ่มสังเกตมากขึ้น...
สินค้าให้ห้าง เสื้อผ้า เครื่องประดับ
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม...
ไม่มีของใหม่ วันแรกที่ฉันมามันเคยเป็นยังไง
วันนี้มันก็เป็นแบบนั้น...
ทุกอย่างยังคงอยู่ที่เดิม...
ถึงฉันจะเคยหยิบมันไป
แต่วันต่อมาทุกอย่างก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
อาหารก็เหมือนเดิม
ภาพยนต์ในโรงหนังก็เหมือนเดิม
รอบฉายเคยเป็นเรื่องอะไรวันนี้มันก็ยังคงเป็นแบบนั้น...
แล้วฉันก็เริม่จดวัน...

100 วันที่ผ่านมา ทุกอย่างยังคงเป็นเหมือนเดิม...
ฉันหยิบอะไรออกไป วันต่อมามันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
โทรทัศน์ย้อนกลับมาฉายรายการเดิมที่มันเคยฉายไปแล้ว
เมื่อวาน วันก่อน หรือกระทั่งเดือนก่อน
ข่าวเช้าวันใหม่คือข่าวเดิม
ที่เมื่อวานก็เป็นเรื่องนี้ วันก่อนก็เป็นเรื่องนี้...
สิบวันก่อนก็เป็นเรื่องนี้

มันเหมือนเวลาหยุดนิ่ง
และการไม่มีอะไรใหม่ๆ ก็ทำให้ฉันเริ่มเกิดความเบื่อ...
โลกนี้ชักไม่น่าอยู่เสียแล้ว...
มันน่าเบื่อที่มีอะไรซ้ำๆซากๆ
และฉันก็เป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่าง...
มันทำฉันจะเป็นบ้า
ฉันรู้สึกหงุดหงิดและอยากไปให้พ้นจากโลกนี้...
นั่นเพราะฉันมีทุกอย่างแล้ว อะไรที่ฉันไม่เคยมี 
ฉันก็มีมันได้ครอบครองมันหมดแล้ว...
ฉันเริ่มมองหาผู้คน...แต่มันไม่เจอ....

ฉันเริ่มเปลี่ยนไป
เมื่อเข้าใจว่าฉันกำลังอยู่บนโลกนี้คนเดียว
ในช่วงเวลาที่หยุดนิ่ง...
ทุกอย่างวนเวียนซ้ำซาก
ฉันเบื่อที่จะออกไปข้างนอกและเจออะไรเดิมๆ
จนในที่่สุด ฉันก็ตัดสินใจอยู่ที่ห้องเงียบๆคนเดียว
นานแสนนาน
ฉันไม่กิน ไม่นอน และไม่ขยับ...
แต่ฉันยังมีชีวิตอยู่..
ฉันไม่เคยตาย ไม่เคยแก่ และไม่เคยป่วย
ฉันคงยังมีชีวิตอยู่ดี และทุกอย่างก็ยังปกติเหมือนเดิม....

ฉันยังอยู่ที่เดิมในห้อง อีกนานแสนนนาน
นานจนฉันเริ่มคิดได้ว่า
บางทีมันถึงเวลาที่ต้องออกตามหาใครสักคน
ตามหาคำตอบ....
และความหวัง....

ใช่แล้ว....พอฉันคิดได้ดังนั้น...ฉันก็เริ่มกระตือรือร้นขึ้นมา...
ฉันรู้สึกว่าฉันมีชีวิต...
ฉันกำลังมีชีวิต...
และเริ่มมีสิ่งใหม่ให้ฉันค้นหา...
ฉันจะไปตามหาคน ไปตามหามนุษย์ที่สูญหายไป...
อาจจะอยู่ที่ไหนสักที...
และจะพาโลกใบเดิมของฉันกลับมา...

ฉันมีความหวัง และฉันก็ออกเดินทาง