ณารา : ปากท้องของนักเขียน กับคุณค่าของวรรณกรรม


ไม่ได้เขียนบทความนานมาก
เพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้อ่านอะไรเลยค่ะ
ส่วนหนังก็ไม่ค่อยได้ดูค่ะ
ปัจจุบันดุแต่ซีรี่ย์เรื่องเมอร์ลิน กำลังติด
เพราะเป็นคนบ้าเรื่องอาเธอร์ ซีรี่ย์นี้มีมานานละ
แต่ตอนแรกไม่ได้ดูเพราะรับนางเอกไมได้ เกว็นนิเวียไม่สวยอย่างแรงง
เซ็งอ่ะ...
นอกเรื่องง.....

กลับเข้ามาถึงหัวข้อวันนี้กันดีกว่า
ตั้งไว้ว่า
ณารา : ปากท้องของนักเขียน กับคุณค่าของวรรณกรรม

หัวข้อนี้ชัดเจนเลยว่า หลิวต้องเขียนวิจารณ์เกี่ยวกับงานของณาราอย่างแน่นอน
แต่ขอบอกว่า ไม่ใช่ค่ะ
หลิวไม่ได้จะเขียนงานวิจารณ์หนังสือใดๆของณาราทั้งสิ้น

แต่หลิวกำลังจะเขียนถึง ทิศทางของวรรณกรรมในปัจจุบัน โดยใช้งานเขียนของณารามาเป็นกรณีศึกษา

ทำไมถึงเลือก ณารา ???

เราคงไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่า ในยุคสมัยนี้ ณารา เป็นชื่อนักเขียนที่หลายต่อหลายคนล้วนรู้จัก
หนังสือของณาราบางเล่ม ชื่อของนักเขียนเด่นกว่าชื่อเรื่องด้วยซ้ำ
หากมองในมุมมองของหลิว ของบอกว่ามุมมองของหลิวเท่านั้น ไม่ใช่มุมมองของคนอื่น
หลิวมองว่าณาราเป็นนักเขียนหนังสือแนวตลาด เป็นหนังสือที่สร้างความบันเทิง ซึ่งบางครั้งอาจมองเลยผ่านคุณค่าของวรรณกรรมไปบ้าง เพราะวรรณกรรมของณารานั้นมักจะมีฉากอิโรติคซะเป็นส่วนใหญ่ของเนื้อเรื่อง
เมื่อครั้งแรกที่อ่านหนังสือของณารา เหตุผลที่หลิวคิดในตอนนั้นคือ ทำไมคนถึงอ่านเยอะ ทำไมถึงดัง
เพราะเป็นแค่หนังสือตลาดเหรอ ในเมื่อหนังสือตลาดในยุคสมัยนี้ก็มีมากมายเหลือเกิน แต่ทำไม ณาราถึงโด่งดังที่สุด
หลิวจึงหยิบงานเขียนของณาราขึ้นมา เพื่อพิจารณาในแง่ความแตกต่างของหนังสือตลาด
และพยายามที่จะลดอคติเกี่ยวกับหนังสือตลาดลง และพยายามเขียนให้เป็นกลางที่สุดเท่าที่จะทำได้
และงานเขียนของณารา เป็นงานที่ทำให้หลิวพอที่จะเขียนอย่างเป็นกลางได้
เพราะถึงแม้จะเป็นงานที่ตลาด แต่ก็นับว่ายังคงพอมีคุณค่าอยู่บ้าง

ปากท้องของนักเขียน กับคุณค่าของวรรณกรรม

ทำไมถึงใช้หัวข้อนี้....
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้เราต้องมองไปถึงคำๆหนึ่ง
ในช่วงไม่นานมานี้ (จะว่าไปก็นานอยู่ แต่หลิวระบุยุคสมัยไม่ได้ ถ้าใครระบุได้ช่วยบอกหลิวจะขอบคุณมากเลยค่ะ)
เป็นช่วงที่เรามักได้ยินคำว่า "นักเขียนไส้แห้ง"
ในยุคนั้นใครๆก็มักพูดกันว่า เป็นนักเขียนมักไส้แห้ง เพราะเขียนด้วยอุดมการณ์ของตัวเอง
หรือเขียนงานแนวสะท้อนสังคมเป็นส่วนมาก 
เพื่อกระตุ้นและก่อให้เกิดการปฏิวัตเพื่อให้มีสภาพสังคมที่ดีขึ้น
แต่แน่นอนว่า.....งานเหล่านี้น้อยนักจะขายได้
นักเขียนบางคนอาจใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อศึกษาและนำมาใช้ในงานเขียนของตน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่จะการันตีได้ว่า งานเหล่านั้นจะขายได้
เพราะในประเทศไทยแล้ว อะไรที่มีสาระและหนักสมอง มักเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมนัก
นักเขียนจึงไม่สามารถเป็นอาชีพที่ใช้ในการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้
อาจจะเป็นได้เพียงแค่งานอดิเรกเท่านั้น

แต่เมื่อปัจจุบัน ทิศทางของงานวรรณกรรมเริ่มเปลี่ยนไป
ผู้คนเริ่มหันมาใช้งานวรรณกรรมในแง่เครื่องมือของการตลาด
ใช้เพื่อตอบสนองทางด้านความบันเทิง วรรณกรรมจึงเริ่มเฟื่องฟูขึ้นในยุคหลัง
แต่ในแง่ของคนวรรณกรรมแล้ว ความเฟื่องฟูของวรรณกรรมยุคหลังนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจเลย

เพราะงานวรรณกรรมที่ได้รับความนิยมในยุคนี้ 
กลายเป็นเพียงวรรณกรรมตลาดที่มีจุดประสงคืหลักคือการตอบสนองทางด้านความบันเทิงเท่านั้น
งานวรรณกรรมอุดมการณ์ที่มีในสมัยก่อนเริ่มสูญหายไป
เราแทบจะไม่สามารถศึกษาวรรรณกรรมในด้านคุณค่าได้อีกในงานวรรณกรรมยุคปัจจุบัน
เรายังต้องศึกษาจากวรรณกรรมเก่าๆ หากจะมีวรรณกรรมใหม่ๆบ้างก็เป็นส่วนน้อย

นี่จึงไม่ใช่ความน่าภาคภูมิใจของวรรรกรรมไทย
เมื่องานวรรณกรรมตลาดเริ่มยึดครองพื้นที่ไปทั่วแผงหนังสือ
และวรรณกรรมอุดมการณ์ถูกซ่อนไว้ในมุมมืดหรือถูกส่งกลับคืนสนพ.อย่างเงียบๆ

นักเขียน ไม่ใช่เพียงแค่นักเขียน แต่กลายเป็นอาชีพนักเขียน
และอาชีพนักเขียน ก็นำไปสู่การล้มเหลวของวงการวรรณกรรม
เพราะเมื่อมันเป็นอาชีพ เป็นสิ่งที่ต้องใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง 
เงิน จึงต้องมาก่อนอุดมการณ์และจรรยาบรรณ
เมื่อนั้น ทิศทางของงานเขียนจึงเปลี่ยนไป

งานที่เรียกร้องการพัฒนาสังคมเริ่มตายจากไปอย่างช้าๆ
ไม่ใช่งานที่อาชีพนักเขียนในยุคนี้จะนิยมเขียน (แต่นักเขียนยังเขียนกันอยู่)

ก่อนอื่น อยากให้เข้าใจคำนิยามที่หลิวพูดถึงกันก่อน ระหว่างคำว่า
นักเขียน และอาชีพนักเขียน
(มันเป็นคำนิยามที่หลิวคิดขึ้นมาเอง เพราะฉะนั้นมันจะไม่มีความหมายในพจนานุกรมใดๆทั้งสิ้น)
นักเขียน : คือคนที่ชอบเขียน เขียนด้วยใจที่อยากจะเขียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
อาชีพนักเขียน : อาชีพที่ต้องใช้งานเขียนในการดำรงชีวิต

จากคำนิยามสองคำนี้ หวังว่าผู้อ่านจะพอเห็นความแตกต่างและความเหลื่อมล้ำระหว่างสองคำนี้บ้าง

ความแตกต่าง คือ นักเขียน ไม่ได้เขียนเพื่อดำรงชีพ แต่เขียนด้วยใจอยากจะเขียน ในขณะที่อาชีพนักเขียน เขียนเพื่อดำรงชีวิต
และเมื่อโลกนี้ถูกครอบงำด้วยระบบการตลาด อาชีพนักเขียนจึงเป็นสิ่งที่ต้องวิ่งไปตามการตลาด ไม่ต่างจากนักธุรกิจ

เราต้องยอมรับว่า โอกาสที่เราจะพบเห็นอาชีพนักเขียนนั้น พบได้มากกว่า นักเขียน
เพราะอาชีพนักเขียนมีบริบทของการตลาดเป็นตัวสนับสนุนให้เป็นที่รู้จัก
แต่นักเขียนกลับอยู่ในมุมมืดเงียบๆ เพราะผลงานของนักเขียนมักเป็นสิ่งที่สวนทางกับการตลาดและไม่ตอบสนองความต้องการทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก กิเลส ตัณหา
ในขณะที่ผลงานจากอาชีพนักเขียน นั้นเน้นตอบสนองความต้องการทางด้านความบันเทิง อารมณ์ ความรู้สึก กิเลส ตัณหา

ผลงานจากนักเขียน มักเน้นเพื่อตอบสนองด้านอุดมการณ์ และพูดถึงปัญหาทางสังคม
ในขณะที่ผลงานของอาชีพนักเขียน นั้นมุ่งเน้นเพื่อตอบสนองทางด้านความบันเทิงเป็นส่วนใหญ่


ณารา : ปากท้องของนักเขียน กับคุณค่าของวรรณกรรม

เมื่อเราเริ่มเข้าใจความแตกต่างระหว่าง นักเขียน กับอาชีพนักเขียนแล้ว
หลิวจึงมาศึกษางานของณารา

เราต้องยอมรับว่า ในยุคสมัยนี้ นักเขียนอ่านเป็นเหมือนสิ่งลี้ลับที่รู้จักกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น
และมีพลังในการผลักดันสังคมน้อยเหลือเกิน

ในขณะที่อาชีพนักเขียนนั้นมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างมหาศาล
บางคนมองอย่างผิวเผินในแง่ของความบันเทิงเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลงานของอาชีพนักเขียนนั้นได้ส่งอิทธิพลต่อระบบสังคมอย่างเงียบๆ
และหลายๆด้าน เราจึงไม่สามารถปฎิเสธได้เลยว่างานเขียนตลาดนั้นส่งผลกระทบบต่อพฤติกรรมของคนในสังคมอย่างไร

ในเมื่อผู้เสพงานเหล่านี้มีตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่
และงานเหล่านี้ เนื้อหาส่วนใหญ่นั้นมุ่งเน้นไปที่สังคมอันฉาบฉวย ที่ยึดความเจริญทางด้านวัตถุมากกว่าความเจริญทางด้านจิตใจ
จะถือว่าเป็นงานมอมเมาเยาวชนก็ไม่ผิดนัก

และนี่คือเหตุผลที่หลิวมีอคติกับงานเหล่านี้ และเลือกที่จะไม่มองมันอยู่พักหนึ่ง
จนถึงเวลาที่ตัดสินใจหยิบงานของ ณาราขึ้นมาอ่าน
สิ่งที่พบคือ งานของณารา เป็นผลงานที่อยู่ตรงกลางระหว่าง นักเขียน และอาชีพนักเขียนแม้จะค่อนไปในทางอาชีพนักเขียนมากกว่า
เป็นตัวจุดประกายให้หลิวคิดได้ว่า
สังคมของานวรรรกรรม อาจดีได้ขึ้นบ้าง
แม้จะเป็นในรูปแบบการตลาดก็ตาม
เราต้องยอมรับก่อนว่า 
เราสิ้นหวังเสียแล้วกับยุคของงานวรรณกรรมอุดมการณ์ที่ส่งเสริมให้คนได้คิดอย่างมีคุณค่า
ทุนนิยมได้ครอบงำโลกนี้ไปไกลกว่าที่คนจะมองเห็นสิ่งนั้นแล้ว
สิ่งที่เราต้องทำก็คือ เดินไปตามตลาดอย่างมีคุณค่า
ในที่นี้หลิวไม่ได้บอกว่า งานของณาราเป็นงานที่มีคุณค่าในทางอุดมการณ์
แต่งานของณาราก็ถือได้ว่า เป็นงานตลาดที่ยังพอมีคุณค่าอยู่บ้าง
เป็นงานตลาดที่ไม่เพียงแต่ได้รับความบันเทิงที่มาพร้อมกับการปลูกฝังความคิดแบบวัตถุนิยมไปในตัว
แต่อย่างมันก็ยังมีคุณค่าในแง่ของวรรรกกรรมทางด้าน ภาษา และเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ในบางเล่ม
ที่มีการศึกษามาแล้วอยู่บ้าง แม้จะเป็นส่วนน้อยจากผลงานส่วนใหญ่ก็ตาม
หลิวคิดในใจว่า ก็ยังดีกว่าไม่มี
แม้จะเป็นเพียงแสงริบรี่ แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีแสงเลยสักนิดเดียว
นี่คือการมองอย่างเป็นกลางที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว

งานของณาราไม่ได้แย่ แต่งานของณาราก็ไม่ได้ดี ในแง่ของการช่วยพัฒนาสังคม
ข้อดีของงานณาราคือ ให้ความบันเทิง ในขณะที่ความบันเทิงนั้นก็มีข้อเสียอยู่
เมื่อผู้อ่านไม่ได้มีวุฒิภาวะที่เพียงพอในการอ่าน 
เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า 
สิ่งที่ผู้อ่านได้รับ จะมีทั้งความบันเทิงและการปลูกฝังความคิดแบบวัตถุนิยมไปโดยที่ผู้อ่านไม่รู้ตัว

เพราะ คงไม่มีใครอยากงานงานที่พระเอกไม่หล่อ ไม่รวย ไม่ฟุ้งเฟ้อ ผู้คนเลือกอ่านวรรณกรรมตลาด
เพื่อหลีกหนีจากโลกแห่งความจริงอันโหดร้ายเท่านั้น เพื่อบรรเทาจิตใจที่อ่อนแอ และถูกกัดกร่อนจากสีงคมแบบวัตถุนิยม หากเราไม่เข้มแข็ง การอยู่ในสังคมแบบนี้โดยไม่ถุกครอบงำนั้นจึงเป็นสิ่งที่ยากเหลือเกิน
วรรรกรรมตลาด หรือเรียกอีกอย่างว่าวรรณกรรมน้ำเน่าจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจให้ดีขึ้น 
แต่มันเป็นแค่การรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น วรรรกรรมตลาดไม่ได้รักษาโรคให้หายขาด
มันแค่บรรเทาอาการ และฝังความคิดแบบวัตถุนิยมไปมากยิ่งขึ้น

ลองมามองถึงคุณค่าทางวรรณกรรม หากผู้อ่านยังมีวุฒิภาวะอยู่บ้าง
หรือสามารถรู้จักคิด วิเคราะห์และแยกแยะ เราก็จะมองเห็นคุณค่าทางด้านถาษา และเนื้อหาอยู่บ้างเล็กน้อย

แต่เราต้องยอมรับว่า ผู้อ่านในยุคปัจจุบันไม่ได้มีวุฒิภาวะเยอะขนาดนั้น
จุดเริ่มต้นการอ่านที่ดีควรมาจากงานวรรณกรรมดีๆ ไปสู่งานตลาด มากกว่าที่จะเริ่มจากงานตลาด
ที่จะเป็นตัวสร้างผลผลิตทางถ้านวัตถุนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ.....
แต่ในประเทศของเรา การสนับสนุนด้านการอ่านนั้นมีน้อยมากเหลือเกิน

ดังนั้น จึงไม่ผิดที่จะมีงานตลาด 
แต่อาจผิดที่ระบบสังคมของเรา คนไม่มีความรู้พอที่จะแยกแยะความถูกต้องและะสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
งานตลาดจึงยังคงเป็นแค่เครื่องมือช่วยเพิ่มผลเสียให้สังคมเท่านั้น
และอาชีพนักเขียนก็เป็นเพียงตัวประกอบในสังคมโลภาภิวัตน์ที่ช่วยให้ระบบทุนนิยม และสังคมแบบเปลือกหมุนไปเร็วขึ้น
จนกว่าระบบสังคมของเราจะมีความเข้มเแข็งด้านการอ่านมากกว่านี้ คุณค่าของวรรณกรรมของตลาดจึงจะปรากฏขึ้นมาบ้าง

อาชีพนักเขียน ผิดมั้ย
ก็คงไม่ผิดเพราะยังไงอาชีพนักเขียนก็มีปากท้องของตัวเองที่ต้องดูแล
แต่จะถูกต้องทั้งหมดหรือไม่ 
ก็คงไม่ เพราะไม่ว่ายังไง เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า
ในยุคปัจจุบัน อาชีพนักเขียนก็เป็นตัวขับเคลื่อนสังคมแบบเปลือกนอกในทางอ้อม
หากนักเขียน ยังคงเขียนผลงานเพื่อเงินเลี้ยงปากเลี้ยงท้องอยู่
เขียนเพื่อให้หนังสือขายได้ ไม่ได้เขียนเพราะอยากจะเขียน ไม่ได้เขียนเพื่อพัฒนาสังคม
แต่เขียนตามใจผู้อ่าน

ดังนั้น สุดท้ายมันจึงอยู่ที่ตัวคนเขียนเองว่า
จะเลือกแบบไหน ระหว่าง นักเขียน กับอาชีพนักเขียน
หรือเลือกที่จะอยู่ตรงจุดกึ่งกลางที่สุดท้ายก็ไร้ประโยชน์ 
เพราะสุดท้ายผู้อ่านไม่สามารถแยกแยะ และวิเคราะห์ได้อยู่ดี อันเป็นผลมาจากสภาพสังคมการอ่านที่อ่อนแอในประเทสเรา
ค่าเฉลี่ยที่คนไทยยังอ่านไม่เกิน 7 บรรทัด
และคำพูดติดปากในสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ค ที่มักพูดกันว่า
"ยาวไปไม่อ่าน"






snow white and the huntsman : สตรีไร้อำนาจที่ถูกกดขี่

ในที่สุดก็ได้เรื่องใหม่เขียนสักทีค่ะ
ตามคำสั่งเพื่อนสาวสุดเลิฟ
"แกไปเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในมุมมองของสตรีนิยมมานะ"
เราก็ตอบตกลงไป และมานั่งจึ๋งกลั่นกรองสมองสักพัก

โดยเหตุผลส่วนตัว จริงๆแล้ว หลิวจะไม่ค่อยเขียนอะไรในมุมมองสตรีนิยมสักเท่าไหร่ค่ะ
หรือ หลีกเลี่ยงที่จะเขียน
เหตุผลมีข้อเดียว คือ หลิวเป็นพวกสตรีนิยม
เลยไม่อยากเขียนงานเกี่ยวกับสตินิยม เพราะกลัวว่า บางทีเราจะใช้อารมณ์มากเกินไป
ใส่อารมณ์ กลายเป็นงานระบายความเก็บกดจากระบบปิตาธิปไตยที่กดขี่สตรีแทน
ส่วนใหญ่ถ้าหลิวจะเขียนแนวระบายความรันทดของชีวิต หลิวจะเขียนแนวสัญลักษณ์มากกว่าค่ะ

แต่ไหนๆก็ไหนๆ
บล็อกนี้มีไว้สนองตัณหาของตัวเองล้วนๆ ก็ขอสนองมันเลยแล้วกันเนอะ



snow white and the huntsman : สตรีไร้อำนาจที่ถูกกดขี่

ที่ใช้หัวข้อนี้ เพราะเรื่องนี้ สตรีไร้อำนาจจริงๆ ไม่มีอำนาจเลย  แถมยังถูกกดขี่อีก ช่างน่าเศร้า

หลายๆคนอาจมองว่า สตรีในเรื่องนี้มีอำนาจนะ
เพราะบทบาทที่สตรีในเรื่องนี้มี คือ ความเป็นผู้นำ
ไม่ว่าจะเป็นตัวร้าย ราชินีเอง หรือเจ้าหญิงสโนไวท์ที่นำทัพออกรบเพื่อมาแย่งบัลลังค์คืน

ไม่ได้ไร้อำนาจเลย
ทุกคนมีอำนาจอยู่ในมือ แต่คำถามคือ อำนาจของสตรีในเรื่องนี้อยู่ตรงไหน

เริ่มจาก ตัวราชินีเอง อำนาจของเธออยู่ตรงไหน
หากมองอย่างผิวเผิน เราจะเห็นว่าเธอเป็นราชินี อำนาจของเธอคือการเป็นเจ้าของเมือง มีข้าทาสบริวาร
เมืองที่เหี่ยวเฉา แร้นแค้น และมีแต่ความตาย นี่หรือคืออำนาจ
เมื่อราชินีขึ้นครอง เมืองที่เคยมั่งคั่งและยิ่งใหญ่ กลับกลายเป็นเมืองที่แร้นแค้น
ดังนั้น เมืองจึงไม่ใช่ส่วนที่เสริมอำนาจอะไรของเธอเลย เธอมีเพียงความสุขสบาย
จากการเอาเปรียบประชาชนของเธอเท่านั้นเอง เธอหาความสุข และเลือกให้คนอื่นลำบากแทน
และเธอไม่เคยได้รับความภักดีจากใคร เราจึงมองไม่เห็นอำนาจของเธอในส่วนนี้เลย

แล้วเธอถูกกดขี่ตรงไหนล่ะ
เรื่องนี้มองได้ง่ายมากเลยค่ะ
ในส่วนหนึ่ง เราอาจมองว่า เจ้าหล่อนนั่นแหละที่กดขี่ประชาชน  ไม่ใช่ตัวนังราชินีที่โดนกดขี่
แต่เมื่อเรามองให้ลึกกว่านั้น เราจะเห็นว่า อำนาจที่ราชินีมี และได้มา มันมาจากความสวยของเธอ
ความสวยที่มันมีวันโรยรา และไม่ได้ยืนยาวเลย
โชคดีที่เธอมีเวทมนตร์ เธอจึงยังคงรักษามันไว้ได้ แต่มันก็เป็นเรื่องยากลำบากเหลือเกิน

มองตรงนี้ เราจะเห็นว่า ราชินีนั้นน่าสงสารมาก (จะว่าไปเธอก็ไม่ต่างจากผู้หญิงบางส่วนในสมัยนี้สักเท่าไหร่)
เหตุใด คุณค่าของเธอจึงมีแค่ความสวย เปลือกนอกที่พร้อมจะโรยรายลงไปทุกวัน
และเมื่อวันหนึ่งที่มันหมดสิ้น เธอจะเป็นเพียงสิ่งที่ไร้ค่า

ความสวยของเธอกลายเป็นเครื่องมือในสร้างอำนาจ แต่ถ้าโลกนี้ไม่มีผู้ชาย ความสวยก็ไร้ความหมาย
และเธอคงเอาความสวยมาใช้ประโยชน์ไม่ได้เช่นกัน

แค่นี้ก็พอจะเห็นแล้วใช่มั้ยคะว่า ใครกันแน่ที่มีอำนาจ ใครกันแน่คือผู้ยิ่งใหญ่ในเรื่องนี้

พระราชา พ่อของสโนไวท์ค่ะ ผู้หยิบยื่นอำนาจให้ และเป็นผู้ที่ตายเพราะความงามของราชินีด้วย

ราชินีใช้ความงามเป็นเครื่องมือ ในขณะที่พระราชาผู้โง่เขลาพ่ายแพ้ต่อความงาม
หากเรื่องนี้มีความยุติธรรมสักหน่อย คนรับกรรมไม่น่าจะเป็นสโนไวท์เลย

ในขณะที่พระราชาโดนแทงและตายไป
คนต่อไปที่ต้องมารับกรรมแทนคือ สโนไวท์ ลูกสาวที่ไม่รู้เรื่องอะไร
ชายทำพัง แต่สตรีแก้ไข

มองในมุมมองของสตรีนิยม
เจ้าหญิงสโนไวท์ค่อนข้างน่าสงสารมากเลยทีเดียว

หน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องมาชดใช้แทน
มองในมุมมองปกติ เราอาจมองเห็นว่า เธอโชคร้ายเพราะความชั่วของราชินีต่างหาก
ราชินีสั่งขังเธอนะ

แต่เรามองแบบสตรีนิยม
มองตั้งแต่ตัวราชินี ความกดดันทางสังคม และสังคมแบบปิตาธิปไตยที่กีดกันให้ผู้หญิงเป็นเพียงเครื่องสนองตัณหา สังคมที่มองว่าคุณค่าของสตรีเป็นเพียงเครื่องประดับ
ทำให้สิ่งสุดท้ายที่แม่มอบไว้ให้เธอ คือ "ความงาม"
จงใช้ความสวย เพื่อแก้แค้นแทนพวกเรา(ชนชั้นล่างที่ถูกกดขี่) นั่นคือคำสั่งเสียสุดท้ายของแม่ราชินี
และเธอก็ทำเช่นนั้น

ราชินี จึงเป็นเพียงผลกระทำอันโหดร้ายจากสังคม ที่แสดงออกมาเป็นรูปธรรมเท่านั้น
เธอคือสิ่งนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ความล้มเหลวของเธอก็ยังมาจากน้องชายอีกเช่นกัน
ราคะของน้องชายราชินีทำทำให้สโนไวท์หลุดรอดไป
การไม่รู้จักระงับโทสะ ที่ส่งผลให้นายพรานเลือกที่จะช่วยสโนไวท์แทนจับเธอส่งคืนราชินี

ส่วนสโนไวท์ เป็นตัวอย่างชนชั้นสูงที่ได้รับผลกระทบจาก รูปธรรมอันโหดร้ายจากสังคม
แต่ราชินีนั้นยังคงมีจิตใจส่วนหนึ่ง จิตใจด้านบริสุทธิ์ ที่ยังพอหลุดพ้นจากการกดขี่ทางสังคมที่ทำร้ายจิตใจอันดีงามจนบอบช้ำ
เธอจึง สั่งให้ขังเด็กสาวสโนไวท์เท่านั้น เธอ ฆ่าไม่ลง
นั่นคือส่วนดีงามจากจิตใจอันบอบช้ำที่ยังพอหลงเหลืออยู่

ในเรื่องนี้หากจะมองว่ามีใครผิด
จริงๆแล้วไม่มีใครผิดเลย ราชินิไม่ใช่ตัวร้าย
แต่สังคมต่างหากที่เป็นตัวร้าย
สังคมที่สร้างกรอบให้ผู้หญิงเป็นเพียงแค่เครื่องประดับ
การให้คุณค่าในสิ่งที่ย่อมมีวันโรยราย นั้นไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมสำหรับผู้หญิงเลย
แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่า "ในเทพนิยาย" มักเป็นแบบนั้น
และนี่คือเทพนิยาย

ความปวดร้าวของผู้หญิง คุณค่าทางภายนอก และผลกระทบกับผู้หญิง
บางครั้งความสวยงาม ก็มีหลายด้าน เทพนิยาย เรื่องราวดุจความฝันเองก็มีด้านมืดที่เราอาจมองไม่เห็น
และฉันเพิ่งพบมันวันนี้

เส้นด้าย สีรุ้ง
https://www.facebook.com/rainbowdamit

V ผู้มาเยือน : sci-fi โพสโมเดิร์น ที่ไร้ซึ่งคำตอบที่สิ้นสุด

ในที่สุดก็ถึงเวลาพูดถึงเรื่อง V ผู้มาเยือนกันสักทีค่ะ
หลังจากที่ผู้เขียนได้กลั่นกรองความคิดมานานพอควรว่า
"จะพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ดี"

เรื่องนี้มีอะไรที่อะไรที่น่าสนใจเยอะมากค่ะ ประเด็นในเนื้อหามีอยู่หลายที่เดียว
เราสามารถมองได้ทุกด้าน โดนใช้แว่นต่างๆในการมอง ไม่ว่าจะเป็น
ใช้แว่น สตรีนิยมมอง
ใช้แว่นของโพสโคโลเนียล
ใช้แว่นแบบสังคมศาสตร์

ไม่ว่าอะไร มันทำให้เรามองเห็นสภาพความเป็นไปของสิ่งๆต่าง และก่อให้เกิดประโยชน์ทางด้านการคิดวิเคราะห์ทั้งนั้น
ผู้เขียนเลยคิดอยู่นานค่ะ ว่าจะมองในมุมมองไหนดี
จนสุดท้าย เลือกไปเลือกมา จนได้คำตอบกับตัวเอง
"ฉันจะมองในมุมที่ฉันอยากมองแล้วกัน"

อย่างที่บอกค่ะ Blog นี้สร้างมาเพราะผู้เขียนอยากคิด เอามาตอบสนองความต้องการของตัวเองล้วนๆ

สุดท้ายเลยได้หัวข้อนี้มาเลย "V ผู้มาเยือน : sci-fi โพสโมเดิร์น ที่ไร้ซึ่งคำตอบที่สิ้นสุด"
หัวข้อตอบสนองความต้องการตัวเองจริงๆ

ขอพูดถึงหัวข้ออย่างง่ายๆกันก่อน โดยขออธิบายความหมายของคำว่า sci-fi และโพสต์โมเดิร์น ในภาษาปกติมนุษย์
เผื่อว่าผู้เขียนอายุ 80 แล้วกลับมาอ่านบทความตัวเองอีก จะได้เข้าใจว่าสองคำนี้คืออะไร

ตามความเข้าใจของผู้เขียน (ที่ศึกษาตามหลักวิชาการมาบ้างแล้ว)
*** สาเหตุที่ต้องบอกว่าตามความเข้าใจ คือ ความหมายของคำเหล่านี้ของผู้เขียนถูกนิยามมาจากความเข้าใจของผู้เขียนเองโดยศึกษาจากหลักฐานทางวิชาการต่างๆที่รวบรวมกลั่นกรองมาเป็นนิยามความเข้าใจ และต้องขอประทานอภัยที่ไม่มีหลักฐานอ้างอิงทางพจนานุกรม หรือรากศัพท์ทางไวยากรณ์อะไรแบบนั้นค่ะ

ตามความเข้าใจของผู้เขียน  sci-fi เป็นบันเทิงคดี (คืออะไรก็ตามที่อ่านเพื่อความบันเทิง เน้นให้ความบันเทิง และควรจะมีสาระบ้าง) ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ในทุกรูปแบบ อันนี้ผู้เขียนทั่วพ่อเคาะกะโหลกตัวเองอีกที เนื่องจากว่ามันแต่ไปคิดว่ามันเป็นอะไรที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว ด้วยการสับสนในชีวิตอะไรสักอย่าง พอเคาะกระโหลกเลยคิดได้

ดังนั้น V เข้าเค้าแล้วค่ะ ยานอวกาศที่เดินทางมาจากนอกโลก จานบินกลมๆ เอเลี่ยนหน้าตาเหมือนกิ้งก่า เทคโนโลยีใหม่ที่เรายังก้าวไม่ถึง โดยเฉพาะการขโมยดีเอ็นเอเนี่ย มันน่ามีจริงเนอะๆ

ส่วนโพสโมเดิร์น คือ การตั้งคำถามกับยุคโมเดิร์น
แล้ว..ยุคโมเดิร์น คืออะไร
ยุคโมเดิร์นคือยุคปัจจุบันนี่แหละ ปัจจุบันที่เขียน คือ ปี พ.ศ. 2555 นี่คือยุคโมเดิร์น ส่วนเริ่มจากปีไหน ไม่ทราบค่ะ อันนี้ไปหากันเอาเอง แต่คิดว่าน่าจะหลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมนะ เอาง่ายๆ คิดแบบง่ายๆเด็กประถม ยุคโมเดิร์นคือยุคปัจจุบันที่เรากำลังมีชีวิตอยู่นี่แหละค่ะ เป็นยุคที่เข้าใจยาก บางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นแบบไหน จึงมีคำว่าโพสโมเดิร์นขึ้นมา นั้นก็คือ การตั้งคำถามกับยุคโมเดิร์น ในทุกๆคำถาม ทุกๆแง่มุม
โมเดิร์น คือ
โมเดิร์น เป็นยังไง แบบว่า เดิร์น เริ่ด(เลิศ) เฉิดฉาย อะไรคือเดิร์น
โมเดิร์นดีจริงเหรอ โมเดิร์นเลวร้ายหรือเปล่า

นี่คือโพสต์โมเดิร์น การตั้งคำถามกับยุคโมเดิร์น
ดังนั้น บางทีการที่คุณถามว่า ทำไมหมูถึงขึ้นราคา มันก็เป็นคำถามแบบโพสโมเดิร์นได้เหมือนกันค่ะ แต่อย่าไปถามในสมัยสุโขทัยนะ แบบนั้นไม่โมเดิร์น

ดังนั้น sci-fi โพสโมเดิร์น ที่ไร้ซึ่งคำตอบ แปลง่ายๆ คือ แนวมนุษย์ต่างดาวที่ถามคำถามเกี่ยวกับยุคโมเดิร์น แล้วมันก็ไม่มีคำตอบที่สิ้นสุด

V ผู้มาเยือน : sci-fi โพสโมเดิร์น ที่ไร้ซึ่งคำตอบที่สิ้นสุด = ซีรี่ย์แนวมนุษย์ต่างดาวที่ถูกใช้มาเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามกับยุคโมเดิร์น ซึ่งไม่มีคำตอบที่สิ้นสุด (เพราะว่าออกมาสองซีซันแล้วก็โดนยกเลิกอย่างหน้าตาเฉย มันเลยไร้คำตอบที่สิ้นสุดเพราะไม่มีตอนจบ มีเพียงคำถามที่ถูกตั้งค้างไว้ เพื่อให้คิดหาคำตอบกันเอาเองตามอัธยาศัยของแต่ละบุคคล)

นี่คือประเด็นที่ผู้เขียนจะมองค่ะ มองแบบกว้างๆเลย คือ
ผู้เขียนกำลังมองหา คำถามที่ เรื่อง V: ผู้มาเยือน กำลังถาม และหาคำตอบตามอัธยาศัยของตัวเอง

ลองกลับไปถามตัวเองดูว่า คุณพบคำถามอะไรบ้าง และคุณคิดว่าเรื่องนี้มันตอบคุณว่าอย่างไร
เพราะคำถามนั้นมีมากมายหลายคำถามค่ะ มันขึ้นอยู่กับว่า เราสนใจและอยากรู้อะไรบ้าง
และนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นคำถามในเรื่องนี้ และคำตอบในเรื่องนี้

คำถามแรก : ใครคือพระเจ้า พระเจ้าคืออะไร >>>> พระเจ้าของยุคโมเดิร์น

ในสังคมปัจจุบันเราต้องยอมรับว่า นิยามความเป็นพระเจ้านั้นเริ่มมีหลากหลายมากขึ้น หากไม่มองในมุมมองของศาสนา พระเจ้าก็เปรียบเสมือนผู้ครอบครอง และผู้มีอำนาจสูงสุด ผู้ที่หยิบยืนความสุขให้กับเรา
ผู้ชี้ทางไปสู่สวรรค์ นิพพาน หรืออะไรที่ทำให้เรามีความสุขตลอดกาลนั่นเอง

แล้วพระเจ้าของยุคโมเดิร์นล่ะ พระเจ้าของยุคโมเดิร์นกลายเป็นอะไรที่ถูกตั้งคำถามกันมาก
เพราะ มันไม่มีอะไรเลยที่จะทำให้เรามีความสุขได้ตลอดกาล และสิ่งที่ถูกพูดว่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขได้ตลอดกาลก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์ (ซึ่งยุคนี้เชื่อว่าความจริงแท้ต้องพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ จนเราสามารถพูดได้ว่า ในสมัยอริสโตเติล หรือแม้แต่สมัยกรีกพระเจ้ายังมีอยู่จริง เพราะเชื่อในเรื่องของเทพเจ้าและอภิปรัชญา) ดังนั้น พระเจ้าจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกถามกันมากในยุคโมเดิร์น
และแน่นอนว่า "พระเจ้าต้องมาอย่างสันติ"
"we are peace , Always"
คือคำพูดหลักของพระเจ้ามนุษย์ต่างดาวผู้มาเยือน
เรามาเพื่อสันติ มาเพื่อรักษา มาเพื่อมอบวิทยาการใหม่ๆให้
เราเยียวยาความเจ็บป่วย
มอบเทคโนโลยีใหม่ๆแสนล้ำ
และเราต้องการสันติ
ทุกอย่างล้วนเป็นความสุขในยุคโมเดิร์น ความสุขที่ทุกคนถามหา
และพวก V สามารถทำให้ดีกว่าที่โลกเรามี
แน่นอน  พวกมนุษย์ต่างดาวก้าวเท้าเข้าใกล้คำว่าพระเจ้ามากเลยทีเดียว

แต่มนุษย์นั้นชอบตั้งคำถาม และคำถามสำคัญ คือ มาดีจริงหรือ

เมื่อเรามองแบบนี้ ชาว V ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวทันทีค่ะ
แต่เป็นสัตว์ สัตว์ทุกชนิดมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด แม้แต่มนุษย์เราเอง
และพวก V ก็เป็นเช่นนั้น เพราะมนุษย์เอาสัญชาติญาณที่สัตว์ควรมีไปมอง

เรามีแรงขับเพื่อที่จะอยู่รอด มันส่งผลให้เราเห็นแก่ตัว ตามทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ ( Theory of Species ) ของชาร์ลส์ ดาร์วิน

มันส่งผลให้เราหาวิธีการต่างๆเพื่อที่จะอยู่รอด ตามสัญชาตญาณ
แต่เพราะเราเป็นมนุษย์เราถึงมีศีลธรรมคำจุนจิตใจ ว่าระดับความเห็นแก่ตัวและเอาตัวรอดของเราควรอยู่ในระดับไหน
และเรานำสิ่งนี้ไปมอง พวก V

หากมองในฐานะมนุษย์ต่างดาว อะไรนอกโลก อะไรที่เรายังไม่ได้วิจัยและวิเคราะห์
นี่เรากล่าวร้ายกับพวกมนุษย์ต่างดาวมากเลยทีเดียวนะเนี่ย
เป็นการยืนยันได้ว่าในส่วนนึ่งของมนุษย์เรามีสันชาตญาณแห่งความกลัว
กลัว นำไปสู่การไม่ไว้วางใจ จนสุดท้ายนำความคิดและเกณฑ์ของเราไปตัดสิน (บางทีเกณฑ์การตัดสินของมนุษย์ต่างดาวอาจไม่เหมือนเราก็ได้ จริงไหมคะ??)

ด้วยเหตุนี้ จึงมีกลุ่มคนบางส่วนต่อต้าน
กลุ่มนี้ผิดมั้ย ผิดหากเราตัดสินอะไรจากความรู้สึกและเกณฑ์ส่วนตัวโดยที่เรายังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน
กลุ่มนี้ถูกมั้ย ถูก ก็ต่อเมื่อคนที่ถูกตัดสินนั้นทำผิดจริงๆ มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่อาจถูกปกปิดไว้ด้วยเล่ห์กล เพทุบายต่างๆ

เราพอจะมองเห็น "สังคมยุคโมเดิร์นจากเรื่องนี้แล้วหรือยัง"

เราตั้งคำถามกับมนุษย์ต่างดาวว่า เขาถูกหรือผิด เช่นเดียวกับการที่เราตั้งคำถามกับทุกๆคนและพระเจ้าของเราในรูปแบบต่างๆ คำถามเหล่านี้นำไปสู่การแก้ไข และแสดงออกในรูปแบบต่างๆ แสดงออกอย่างมีปัญญา หรือแสดงออกอย่างไร้ซึ่งปัญญา จนได้สังคมที่เราอยู่แบบทุกวันนี้

กลับมาในเรื่อง
โชคดีเหลือเกินที่ V ผิดจริงๆซะด้วย และจากการพิสูจน์หลักฐานและเหตุผล รวมไปถึงต่อต้านจากพวกมนุษย์ต่างดาวด้วยกันเอง จึงมี fifth column แต่สายเกินไปเสียแล้วเมื่อ พวกตัวร้ายได้เข้าไปอยู่ในใจคนทั่วโลกไปซะแล้ว

และนี่คืออีกปัญหาของยุคโมเดิร์น กว่าเราจะรู้ว่าใครดีใครชั่ว คนชั่วก็อาจครอบงำคนส่วนใหญ่ไปเสียแล้ว
เป็นปัญหาที่เราก็กำลังพยายามแก้ไขกันอยู่และมันก็ยังแก้ไม่ได้  มันค่อนข้างจะแก้ยากที่เดียวเมื่อเราย้อนไปดูสัญชาตญาณธรรมชาติที่ก่อให้เกิดปัญหาเหล่านี้
บางทีเราอาจจะต้องสังเคราะห์สัญชาตญาณใหม่ให้สำเร็จ เราก็จะแก้ปัญหานี้ได้ในที่สุด


แต่...ธรรมชาติยึดถือในเรื่องความสมดุล
เราไม่แน่ใจว่าความสมดุลมีอยู่ในอวกาศหรือเปล่า มีอยู่ในโลกอื่นมั้ย สมดุลอาจจะทำให้มีสิ่งมีชีวิต
บางทีอาจมีสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในความไม่สมดุลก็ได้

แต่สำหรับธรรมชาติของโลก  บางครั้งต้องมีความสมดุล
มนุษย์อาจมีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด แต่ธรรมชาติก็มอบสัญชาตญาณแห่งความรักเช่นกัน
แต่บางครั้งก็มีคำถามว่า มันเป็นสัญชาตญาณ หรือ สิ่งที่ถูกปั้นแต่งขึ้นมาในสังคมสมัยใหม่

เป็นคำถามที่ตอบยากจริงๆ
และคำถามนี้เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆในยุคโมเดิร์น

เมื่อความรักที่ที่บริสุทธิ์ที่สุด คือ จากผู้ให้กำเนิดเริ่มเปลี่ยนไป
เมื่อเราพบ ทารกถูกทิ้งข้างทาง  คลีนิกรับทำแท้งเถือน และอัตราการทำแท้งที่สูงขึ้นทุกวันๆ

จุดประสงค์ตามธรรมชาติของการมีลูกในทุกๆสิ่งมีชีวิตคือการขยายเผ่าพันธ์
ส่วนความรัก นั้นมาจากการสังเกต เพราะวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูงจ์ความรู้สึกได้ เรามีแรงขับมากมายเกินไป
แต่เราก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า ความรักยังคงเป็นสัญชาตญาณหนึ่งในสิ่งมีชีวิตโลก

ถึงแม้ทุกวันนี้อัตราการทำแท้ง และจำนวนเด็กกำพร้าจะสูงขึ้น
แต่เราก็ยังเห็น แม่และพ่อ ที่เอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องลูกตัวเองอยู่
สังคมยังคงมีทั้งสองด้าน และมันเป็นเรื่องยากที่เราจะฟันธงไปว่าแบบไหนมากกว่า

แต่เรารู้อย่างแน่นอนว่า เรามีสัญชาตญาณแห่งความรักและการเสียสละอยู่จริง
และเราก็มีสัญชาตญาณความเห็นแก่ตัวและการเอาตัวรอดด้วย

เรามีทั้งสองอย่าง และมันก็ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
สังคมและจิตใจจึงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนสัญชาตญาณ ว่าแบบไหนควรจะมีมากกว่า
มากน้อยเพียงใด และนี่ก็เป็นคำถามสำคัญอีกอย่างหนึ่งของโพสโมเดิร์น

ลองมามองในเรื่อง V เรื่องนี้ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างดี และค่อนข้างจะน่าภาคภูมิใจเสียด้วย

อย่างน้อยสิ่งมีชีวิตต่างดาวชนิดนี้ ก็ไม่มีสัญชาตญาณแห่งความรัก 
โดยธรรมชาติี่แท้จริง ของพวกมนุษย์ต่างดาวกลุ่ม V นั้นไม่ได้มีสัญชาตญาณความรักเลย
หากมองในการจัดรูปแบบของเราคือ พวกเขายังจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์เดรัจฉาน
มุ่งขยายพันธ์ เอาตัวรอด และศีลธรรมต่ำ 

V คือ สัตว์เซลล์เดียวที่กำลังพัฒนาสู่สังคมแบบมีอารยธรรม
พวกเขามีระบบการพัฒนาที่ต่างจากมนุษย์เราตรงที V พัฒนาแต่สมอง ไม่ได้พัฒนาทา
งด้านจิตใจ  พวกเขาอาจไม่รู้จักรักเลย ถ้าไม่คิดขยายเผ่าพันธ์ให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม

สาเหตที่มนุษย์มีความรักนั้นมาจากสัญชาตญาณ ในขณะที่สาเหตุที่พวก V รู้จักรัก มากจากการติดเชื้้อจากมนุษย์

ด้วยเหตุนี้ V จึงติดเชื่อมนุษย์ นั่่นคือ ความรัก ความเมตตาอาทร
และนี่คือความภาคภูมิใจที่เรื่องนี้มอบให้กับเรา นี่คือสิ่งที่มนุษย์มี มนุษย์ต่างดาวไม่มี
และสุดท้าย หากมองให้ลึกกว่านั้นคือ
นี่คือสิ่งที่มนุษย์กำลังจะยกให้เป็นพระเจ้า

เดรัจฉานที่มีผิวหนังของมนุษย์เคลือบไว้ และนี่คือคำตอบจากเรื่องนี้

วันหนึ่งเดรัจฉานอาจเริ่มมีความรู้สึก เมื่อได้รับ "เชื้อมนุษย์" นานเกินไป
และบางส่วนก็พัฒนาการเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง  มีความรู้สึก เมตตา และความรัก
และพวกเขากำลังพัฒนา และพวกเขากำลังเข้าสู่สังคมแบบโมเดิร์น

และก็คงจะมาเจอคำถามแบบเดียวกับเรา
คำถามของยุคโมเดิร์น

จนกระทั่งสุดท้ายเรื่องนี้ก็ถูกยกเลิกไป
จากการที่คาดหวังคำตอบที่ชัดเจนของยุคโมเดิร์น เราก็ไม่พบคำตอบ
เราไม่รู้ว่าเดรัจฉานจะพัฒนาไปอย่างไร บางส่วนพัฒนาไปอย่างสิ้นเชิง บางส่วนพัฒนาไปอย่างครึ่งๆกลางๆ บางส่วนพัฒนาตามสถาวะและสถาพทางสังคม

และนี่คือยุคนี้ ยุคโมเดิร์น ยุคการพัฒนาของเดรัจฉานที่เราไม่รู้ว่าสุดท้ายเราจะพัฒนาไปทางเดียวกันหรือไม่ และทางไหน ยุคนี้คือยุคมี่มีความหลากหลายในการพัฒนา  บางส่วนพัฒนาไปอย่างสิ้นเชิง บางส่วนพัฒนาไปอย่างครึ่งๆกลางๆ บางส่วนพัฒนาตามสถาวะและสถาพทางสังคม

และนี่คือ V ผู้มาเยือน : sci-fi โพสโมเดิร์น ที่ไร้ซึ่งคำตอบที่สิ้นสุด  หนังเรื่องนี้โชคดีที่ไม่ทีจุดจบ เราสามารถไปจินตนาการต่อเอาเองตามแบบที่เราต้องการได้

แต่โลกจริงของเราไม่เป็นเช่นนั้น เราต้องมีจุดจบ ส่วนจุดจบของยุคโมเดิร์น จุดจบของมนุษย์จะเป็นแบบไหนนั่นอยู่ที่อนาคต มนุษย์ยังพัฒนาไม่ถึงจุดสูงสุดเลย เรายังอยู่ในยุคของความหลากหลายและขั้นตอนพัฒนาความเป็นเดรัจฉานที่หลากหลายเท่านั้น
หากนิพพานมีจริง มนุษย์ที่แท้จริงคงจะอยู่ที่นั่น